OtakuEncyclopedia

ขึ้นจั่วหัวมาแบบนี้ ไม่ใช่ว่าผมไปทำวิทยานิพนธ์ หรือเขียนบทประพันธ์ หรือแต่งเน็ตฟิคชั่นอะไรนะครับ

แต่มันเกี่ยวกับหนังสือน่าอ่านเล่มหนึ่งที่ผมได้มีโอกาสไปเจอเข้าไปเมื่อไปที่บ้านของพี่บิ๊กเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา

ผมเดินผ่านหน้าหนังสือเล่มนั้นที่วางอยู่บนโต๊ะในห้องของพี่บิ๊ก

"ฮื้อ ..!?"

ไม่มีคำพูดอะไรมากกว่านั้น ผมหยิบมาเปิดอ่านทันทีโดยไม่ได้ขออนุญาติ

แล้วอ่านอยู่นานเลยแหละ จนกระทั่งถามว่าหนังสือนี่พี่บิ๊กซื้อมาจากไหน ก็ได้รับคำตอบว่าซื้อมาจากร้านหนังสือ Kinokuniya ที่สยามพารากอน ราคา 600 บาท แต่พอดีช่วงนี้ร้านคาในพารากอนลดราคาอยู่ เจ้าเล่มนี้ก็เลยได้ลดราคาลงไป 20% ก็เลยจะเหลือ 480 บาท

ดังนั้นวันนี้ (วันจันทร์) หลังจากเลิกงานก็เลยนั่งรถเมล์ไปพารากอนเสียเลย อยากจะซื้อมาเก็บไว้จริงๆนะแหละ

ทันทีที่ไปถึง Kinokuniya ที่พารากอน ก็เดินหาหนังสืออยู่นานแต่หาไม่เจอ ก็เลยถามกับพนักงานหญิงที่อยู่ข้างๆเคาน์เตอร์ให้ช่วย Search หาให้ว่าหมดหรือยัง

"เอ่ออ.. หาหนังสืออ ..ชื่ออ ..The Otaku Encyclopedia อยู่ครับ"

ผมถามแบบนั้น ในขณะที่หน้ายังมีเหงื่ออยู่ (แฮ่กๆ)

"ว้าย! เป็นโอตาคุเหรอคะ??"

พนักงานหญิงที่ดูท่าทางอายุไม่มากเท่าไรร้องเสียงหลง ทำเอาพนักงานหญิงที่แคชเชียร์ที่ดูแล้วเหมือนบรรณารักษ์เอามากๆหันขวับมามอง

"ก็เป็นอย่างที่เห็นเนี่ยแหละครับ โอตาคุซื้อหนังสือของโอตาคุ"

"ดูไม่ค่อยเหมือนที่คิดไว้น่ะค่ะ.."

"(หา?) งั้นก็จำไว้ซะนะครับว่าแบบนี้แหละ"

ผมคิดในใจว่า เชอะ! พวกอ่อนต่อโลกก็ยังเงี้ย

พนักงานหญิงนั่ง search สักพักหนึ่งแล้วก็เจอว่ายังมีเหลืออยู่แล้วก็เดินไปหยิบมาให้

หลังจากกลับมาถึงบ้านก็ชำแหละถุงพลาสติกออกทันที เพื่อที่จะทำ Review !

หนังสือเล่มนี้จะเป็นหนังสือบทความสารคดีเชิงพจนานุกรมนะครับ ซื่งเป็นภาษาอังกฤษ เพราะผู้แต่งเป็นชาวยุโรป ชื่อ Patrick William Galbraith (แพทริค วิลเลียม กัลเบรธ) ตอนนี้เป็นนักเขียนอยู่ในโตเกียว ซึ่งตัวเขาเองนั้นมีความสนใจในการศึกษาวัฒนธรรมญี่ปุ่น โดยจะเน้นไปที่เรื่องของอนิเมะ เพลงอนิเมะ J-Pop และอื่นๆมากมายที่เป็นเรื่องของชาวโอตาคุนั่นเอง โดยตัวเขานั้นได้อนุปริญญาในเรื่องของการทำ Research เรื่องโอตาคุจากมหาวิทยาลัยโตเกียว ดังนั้นตอนนี้เขาจึงเป็นที่คุ้นหน้าคุ้นตาของย่านอากิฮาบาระเป็นอย่างดี ที่มักจะชอบแต่งคอสเพลย์เป็น โกคู จากดราก้อนบอล (เวอร์ชั่นซุปเปอร์ไซย่า) ไปเที่ยวที่อากิฮาบาระเป็นประจำ

ปกหน้า ชื่อเรื่องเด่นหรา พร้อมกับสาวน้อยที่จะมาเป็นมาสคอตของหนังสือเล่มนี้

ปกหลัง ก็เป็นสาวน้อยมาสคอตที่อยู่ในชุดสาวน้อยเวทย์มนตร์ พร้อมกับให้ความหมายของคำว่าโอตาคุที่ผู้แต่ง ได้ไปใช้เวลาค้นคว้ามาจากทั้งที่ย่านอากิฮาบาระ ญี่ปุ่น และจากกลุ่มผู้ชื่นชอบการ์ตูนและโอตาคุในอีกหลายประเทศทางแถบยุโรป

Otaku = ความหมายตามคำศัพท์คือ "บ้าน หรือ บ้านของคุณ" แต่ในญี่ปุ่นใช้คำนี้มาตั้งแต่ปี 1980 โดยได้ให้ความหมายถึง ผู้คนที่มีความสนใจอย่างจริงจังในวัฒนธรรมที่เป็นที่นิยมของญี่ปุ่น(ผู้แต่งใช้คำว่า really into ซึ่งหมายถึงสนใจอย่างจริงจัง)โดยเน้นไปที่ อนิเมะ มังงะ เกมส์ และเจเนเรชั่นของผู้คนที่เกี่ยวกับเรื่องนั้นๆ และสามารถเรียกตัวเองว่า"โอตาคุ"ได้อย่างภาคภูมิใจ (ผู้แต่งใช้ว่า calling themselves "otaku" with pride) 

ปกในทั้งด้านหน้าและด้านหลังครับ

ในหน้าสารบัญ สาวน้อยมาสคอตจะแนะนำตัวเองว่าเธอชื่อ Moe ซึ่งจะมาเป็นไกด์แนะนำความหมายของคำต่างๆที่จะปรากฏในหนังสือเล่มนี้นะครับ (ต่อไปนี้ผมจะเรียกว่าโมเอะซัง เพื่อให้เกิดความสุภาพนะครับ)

ผมจะแนะนำพวกคำศัพท์เด่นๆที่น่าสนใจเป็นบางคำในเล่มนี้ให้ได้อ่านกันนะครับ และไม่ใช่มีแค่คำศัพท์เท่านั้น หนังสือเล่มนี้ยังมีบทสัมภาษณ์ของคนหลายๆคนที่เกี่ยวข้องในแวดวงของโอตาคุ ที่ผู้แต่งได้ไปสัมภาษณ์มาด้วยครับ (บางคนช่างน่าทึ่งเหลือเกินว่าไปสัมภาษณ์มาได้ยังไง) ซึ่งผมจะหยิบยกบทสนทนาที่น่าสนใจมาให้ได้อ่านกันนะครับ

บทสัมภาณ์ : โมริคาว่า คาอิชิโระ

ความเกี่ยวข้องกับวงการ : หนึ่งในคนดังของย่านอากิฮาบาระ

ข้อมูลของเจ้าตัว : สถาปนิคผู้แต่งหนังสือเรื่อง Learning from Akihabara : The Birth of a Personapolis (Persona = เรื่องเกี่ยวกับบุคคล Personapolis ในความหมายของเขาจึงหมายถึง อากิฮาบาระที่เป็นสถานที่หรืออาณาจักรของโอตาคุ) โอตาคุรู้จักเขาในนาม "พิพิธภัณฑ์โอตาคุ หรือ Otaku Museum" จากการที่เขามีข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับโอตาคุค่อนข้างมาก เคยเป็นหนึ่งในผู้อยู่เบื้องหลังของงาน Japan Pavilion ในงานสถาปัตยกรรมนานาชาติครั้งที่ 9 ที่เวเนเซียด้วย (ปี 2004)

PG (คำย่อของ Patrick ผู้แต่ง) : จากความคิดของคุณ อากิฮาบาระ เป็นสถานที่ของโอตาคุตั้งแต่เมื่อไร และอย่างไร?

MK (คำย่อของโมริคาว่า) : การเปลี่ยนแปลงนั้นคิดว่าน่าจะเริ่มในปี 1997 โดยมีพื้นฐานมาจากอนิเมะเรื่อง Neon Genesis Evangelion ซึ่งได้กลายมาเป็นอนิเมะยอดนิยมของโอตาคุอย่างรวดเร็ว ในทางกลับกัน หลังจากที่อนิเมะประสบความสำเร็จ ทำให้ทั้งโดจินชิ ฟิกเกอร์ และ Garage Kit ขายได้อย่างละ 3,000 ชิ้นต่อตัวละคร แต่หลังจากที่มีการนำตัวละครหญิงของเรื่องมาทำเป็นตัวชูโรงของสินค้า เช่น อายานามิ เรย์ ยอดขายกลับพุ่งถึง 30,000 ชิ้นได้ในทันที ขายดีถึงขนาดที่ว่า บริษัทผลิตฟิกเกอร์ Kaiyodo ต้องย้ายร้านค้าหลักๆ จากชิบูย่ามาที่อากิฮาบาระในปี 1997 เพื่อการนี้เลยทีเดียว ผมว่านั่นเป็นสัญญาณที่บ่งบอกได้ว่าแม้แต่ผู้ผลิตยังให้ความสนใจกับสถานที่แห่งนี้มากแค่ไหน

PG : คิดว่าทำไมร้านค้าโดจินชิและฟิกเกอร์ทั่วกรุงโตเกียวถึงได้เลือกที่จะย้ายมาที่อากิฮาบาระ?

MK : ต้องบอกก่อนว่า โอตาคุนั้นมีความหวาดกลัวอย่างมากที่จะถูกดูต้อยต่ำและด้อยค่า โดยเฉพาะจากผู้หญิง สังเกตุจากย่านชิบูย่า และอิเคะบุคุโระ ถ้าคุณเดินผ่านในถนนสายหลัก คุณจะพบวัฒนธรรมบนถนนสายหลักที่เป็นสินค้าของผู้หญิงอยู่ทั่วไป ในขณะที่ถ้าคุณเดินในถนนสายย่อยๆ คุณจะพบสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับโอตาคุแยกกันอยู่อย่างเห็นได้ชัด

เหมือนกับว่าถ้าคุณจะขายของให้กับพวกเขา คุณก็จะต้องอยู่ในที่ๆพวกเขาสามารถเข้าถึงได้โดยง่ายโดยปราศจากวัฒนธรรมบนถนนสายหลักอย่างที่ว่า ปราศจากการขัดแย้งจากเรื่องเหล่านั้น และเขาสามารถแสดงออกทางการใช้สอยได้อย่างสะดวกสบายและไร้ซึ่งความหวาดกลัว

PG : วัฒนธรรมบนถนนสายหลักคืออะไร?

MK : ส่วนใหญ่ก็จะเป็นวัฒนธรรมที่รับมาจากต่างชาติ อย่างเสื้อผ้า การแต่งตัว ที่มักจะปะปนอยู่ในวิถีชีวิตของคนญี่ปุ่น

ผมยกตัวอย่างบทสนทนาที่โมริคาว่าให้ความหมายไว้ค่อนข้างดีและละเอียด จากปากของคนที่มีฐานะทางสังคมค่อนข้างสูงเช่นนี้ทำให้ผมได้รู้ถึงเรื่องเชิงลึกที่น่าสนใจจริงๆ ว่ามั้ย?

บางส่วนในหนังสือระหว่างให้ความหมายของคำ ก็จะมีการเสริมแทรกเนื้อหาของอนิเมะหรือมังงะลงไปด้วย

ในภาพ เป็นคำว่า Akira เป็นอนิเมะที่ดังมากในปี 1980 (ผมเกิดไม่ทัน) หลังจากที่ได้ให้ความหมายแล้วก็ยังมีการสปอยเนื้อเรื่องย่อๆด้วย (มีกรอบสีแดงเตือนว่า ถ้าไม่อยากเสียอรรถรสก็อย่าอ่าน อ้าว..)

มีหลายคำที่เป็นการ์ตูนเก่าที่เกี่ยวเนื่องกับค่ายผลิตอนิเมะทีวีซีรีย์ ซึ่งผมคงไม่หยิบยกมานะครับเพราะว่าอาจจะรู้จักกันแล้ว เช่น ค่าย Gainax (อธิบายยาวโคดๆ)

ต่อไปเป็นบทสัมภาษณ์ที่แฟนอนิเมะหลายๆคนต้องจำหน้าชายคนนี้ไว้นะครับ เขามีอิทธิพลกับอนิเมะช่วงปี 2007 อย่างล้นหลามทีเดียว

บทสัมภาณ์ : ยามาโมโตะ ยูทากะ (รู้จักกันในนาม ยามะคัง)

ความเกี่ยวข้องกับวงการ : ผู้กำกับฉากอนิเมะแดนซ์เรื่องดังอย่าง ซึซึมิยะ ฮารุฮิ , ลัคกี้สตาร์ และ คันนางิ

ข้อมูลของเจ้าตัว : หลังจากประสบความสำเร็จจากอนิเมะในปี 2007 เขาถอนตัวจาก เกียวโตอนิเมชั่น และก่อตั้งบริษัทของเขาเองชื่อ Studio Ordet

PG : คุณพุ่งเป้าหมายด้วยอนิเมะของคุณอย่างไรไปที่โอตาคุ?

YY (คำย่อของยามาโมโตะ) : ผมก็แค่อยากทำอนิเมะขึ้นมาเท่านั้น เพราะผมก็เป็นโอตาคุ ดังนั้นก็เป็นปกติที่กลุ่มคนที่คล้ายกันกับผมจะถูกดึงดูดเข้ามา ถึงแม้ว่าผมจะไม่ชอบที่ถูกโอตาคุบางคนตั้งแง่วิจารณ์อนิเมะของผมก็ตาม แต่ว่าอนิเมะที่ทำโดยโอตาคุเพื่อโอตาคุนั้น ผมอยากที่จะให้ผู้ชมดูได้ตั้งแต่เด็กยันแก่

PG : ความหมายของคำว่า"โอตาคุ"ของคุณคืออะไร?

YY : ผู้คนที่ไม่มีความสนใจเรื่องเพศตรงข้ามมากนัก แต่จะพุ่งความสนใจไปที่อนิเมะหรือเกมส์ที่เขารักมากกว่า ผมเองก็เป็นอย่างนั้น(ถึงแม้เจ้าตัวจะมีภรรยาแล้วก็ตาม) ผมถึงได้พูดได้ การที่มีคนบอกว่าโอตาคุเป็นคนที่เข้ากับคนอื่นได้ไม่ดี ในความเป็นจริงแล้วผมไม่ชอบคำแบบนี้เอาซะเลย

PG : คิดว่าแฟนๆชาวโอตาคุเป็นอย่างไร?

YY : ผมเองก็เคยอยู่ตรงนั้น การที่มีคนมาบอกว่าโอตาคุค่อนข้างหยาบคายและเห็นแก่ตัวนั้นผมว่าไม่ค่อยดีนัก พวกเขาแค่ไม่ค่อยติดต่อกับผู้อื่น มีเพื่อนร่วมงานของผมหลายคนที่เลิกหวังกับการเข้าถึงพวกเขาไปแล้วด้วย แต่ผมคิดว่า ถ้าเราละทิ้งโอตาคุไปตอนนี้ เราคงจะไม่มีทางสร้างผมงานที่มอบความสุขให้กับใครได้ คิดว่ายังไงก็น่าจะพอมีหนทางที่จะอยู่ร่วมกันได้อยู่

PG : ในอนิเมะของค