OtakuEncyclopedia

ขึ้นจั่วหัวมาแบบนี้ ไม่ใช่ว่าผมไปทำวิทยานิพนธ์ หรือเขียนบทประพันธ์ หรือแต่งเน็ตฟิคชั่นอะไรนะครับ

แต่มันเกี่ยวกับหนังสือน่าอ่านเล่มหนึ่งที่ผมได้มีโอกาสไปเจอเข้าไปเมื่อไปที่บ้านของพี่บิ๊กเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา

ผมเดินผ่านหน้าหนังสือเล่มนั้นที่วางอยู่บนโต๊ะในห้องของพี่บิ๊ก

"ฮื้อ ..!?"

ไม่มีคำพูดอะไรมากกว่านั้น ผมหยิบมาเปิดอ่านทันทีโดยไม่ได้ขออนุญาติ

แล้วอ่านอยู่นานเลยแหละ จนกระทั่งถามว่าหนังสือนี่พี่บิ๊กซื้อมาจากไหน ก็ได้รับคำตอบว่าซื้อมาจากร้านหนังสือ Kinokuniya ที่สยามพารากอน ราคา 600 บาท แต่พอดีช่วงนี้ร้านคาในพารากอนลดราคาอยู่ เจ้าเล่มนี้ก็เลยได้ลดราคาลงไป 20% ก็เลยจะเหลือ 480 บาท

ดังนั้นวันนี้ (วันจันทร์) หลังจากเลิกงานก็เลยนั่งรถเมล์ไปพารากอนเสียเลย อยากจะซื้อมาเก็บไว้จริงๆนะแหละ

ทันทีที่ไปถึง Kinokuniya ที่พารากอน ก็เดินหาหนังสืออยู่นานแต่หาไม่เจอ ก็เลยถามกับพนักงานหญิงที่อยู่ข้างๆเคาน์เตอร์ให้ช่วย Search หาให้ว่าหมดหรือยัง

"เอ่ออ.. หาหนังสืออ ..ชื่ออ ..The Otaku Encyclopedia อยู่ครับ"

ผมถามแบบนั้น ในขณะที่หน้ายังมีเหงื่ออยู่ (แฮ่กๆ)

"ว้าย! เป็นโอตาคุเหรอคะ??"

พนักงานหญิงที่ดูท่าทางอายุไม่มากเท่าไรร้องเสียงหลง ทำเอาพนักงานหญิงที่แคชเชียร์ที่ดูแล้วเหมือนบรรณารักษ์เอามากๆหันขวับมามอง

"ก็เป็นอย่างที่เห็นเนี่ยแหละครับ โอตาคุซื้อหนังสือของโอตาคุ"

"ดูไม่ค่อยเหมือนที่คิดไว้น่ะค่ะ.."

"(หา?) งั้นก็จำไว้ซะนะครับว่าแบบนี้แหละ"

ผมคิดในใจว่า เชอะ! พวกอ่อนต่อโลกก็ยังเงี้ย

พนักงานหญิงนั่ง search สักพักหนึ่งแล้วก็เจอว่ายังมีเหลืออยู่แล้วก็เดินไปหยิบมาให้

หลังจากกลับมาถึงบ้านก็ชำแหละถุงพลาสติกออกทันที เพื่อที่จะทำ Review !

หนังสือเล่มนี้จะเป็นหนังสือบทความสารคดีเชิงพจนานุกรมนะครับ ซื่งเป็นภาษาอังกฤษ เพราะผู้แต่งเป็นชาวยุโรป ชื่อ Patrick William Galbraith (แพทริค วิลเลียม กัลเบรธ) ตอนนี้เป็นนักเขียนอยู่ในโตเกียว ซึ่งตัวเขาเองนั้นมีความสนใจในการศึกษาวัฒนธรรมญี่ปุ่น โดยจะเน้นไปที่เรื่องของอนิเมะ เพลงอนิเมะ J-Pop และอื่นๆมากมายที่เป็นเรื่องของชาวโอตาคุนั่นเอง โดยตัวเขานั้นได้อนุปริญญาในเรื่องของการทำ Research เรื่องโอตาคุจากมหาวิทยาลัยโตเกียว ดังนั้นตอนนี้เขาจึงเป็นที่คุ้นหน้าคุ้นตาของย่านอากิฮาบาระเป็นอย่างดี ที่มักจะชอบแต่งคอสเพลย์เป็น โกคู จากดราก้อนบอล (เวอร์ชั่นซุปเปอร์ไซย่า) ไปเที่ยวที่อากิฮาบาระเป็นประจำ

ปกหน้า ชื่อเรื่องเด่นหรา พร้อมกับสาวน้อยที่จะมาเป็นมาสคอตของหนังสือเล่มนี้

ปกหลัง ก็เป็นสาวน้อยมาสคอตที่อยู่ในชุดสาวน้อยเวทย์มนตร์ พร้อมกับให้ความหมายของคำว่าโอตาคุที่ผู้แต่ง ได้ไปใช้เวลาค้นคว้ามาจากทั้งที่ย่านอากิฮาบาระ ญี่ปุ่น และจากกลุ่มผู้ชื่นชอบการ์ตูนและโอตาคุในอีกหลายประเทศทางแถบยุโรป

Otaku = ความหมายตามคำศัพท์คือ "บ้าน หรือ บ้านของคุณ" แต่ในญี่ปุ่นใช้คำนี้มาตั้งแต่ปี 1980 โดยได้ให้ความหมายถึง ผู้คนที่มีความสนใจอย่างจริงจังในวัฒนธรรมที่เป็นที่นิยมของญี่ปุ่น(ผู้แต่งใช้คำว่า really into ซึ่งหมายถึงสนใจอย่างจริงจัง)โดยเน้นไปที่ อนิเมะ มังงะ เกมส์ และเจเนเรชั่นของผู้คนที่เกี่ยวกับเรื่องนั้นๆ และสามารถเรียกตัวเองว่า"โอตาคุ"ได้อย่างภาคภูมิใจ (ผู้แต่งใช้ว่า calling themselves "otaku" with pride) 

ปกในทั้งด้านหน้าและด้านหลังครับ

ในหน้าสารบัญ สาวน้อยมาสคอตจะแนะนำตัวเองว่าเธอชื่อ Moe ซึ่งจะมาเป็นไกด์แนะนำความหมายของคำต่างๆที่จะปรากฏในหนังสือเล่มนี้นะครับ (ต่อไปนี้ผมจะเรียกว่าโมเอะซัง เพื่อให้เกิดความสุภาพนะครับ)

ผมจะแนะนำพวกคำศัพท์เด่นๆที่น่าสนใจเป็นบางคำในเล่มนี้ให้ได้อ่านกันนะครับ และไม่ใช่มีแค่คำศัพท์เท่านั้น หนังสือเล่มนี้ยังมีบทสัมภาษณ์ของคนหลายๆคนที่เกี่ยวข้องในแวดวงของโอตาคุ ที่ผู้แต่งได้ไปสัมภาษณ์มาด้วยครับ (บางคนช่างน่าทึ่งเหลือเกินว่าไปสัมภาษณ์มาได้ยังไง) ซึ่งผมจะหยิบยกบทสนทนาที่น่าสนใจมาให้ได้อ่านกันนะครับ

บทสัมภาณ์ : โมริคาว่า คาอิชิโระ

ความเกี่ยวข้องกับวงการ : หนึ่งในคนดังของย่านอากิฮาบาระ

ข้อมูลของเจ้าตัว : สถาปนิคผู้แต่งหนังสือเรื่อง Learning from Akihabara : The Birth of a Personapolis (Persona = เรื่องเกี่ยวกับบุคคล Personapolis ในความหมายของเขาจึงหมายถึง อากิฮาบาระที่เป็นสถานที่หรืออาณาจักรของโอตาคุ) โอตาคุรู้จักเขาในนาม "พิพิธภัณฑ์โอตาคุ หรือ Otaku Museum" จากการที่เขามีข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับโอตาคุค่อนข้างมาก เคยเป็นหนึ่งในผู้อยู่เบื้องหลังของงาน Japan Pavilion ในงานสถาปัตยกรรมนานาชาติครั้งที่ 9 ที่เวเนเซียด้วย (ปี 2004)

PG (คำย่อของ Patrick ผู้แต่ง) : จากความคิดของคุณ อากิฮาบาระ เป็นสถานที่ของโอตาคุตั้งแต่เมื่อไร และอย่างไร?

MK (คำย่อของโมริคาว่า) : การเปลี่ยนแปลงนั้นคิดว่าน่าจะเริ่มในปี 1997 โดยมีพื้นฐานมาจากอนิเมะเรื่อง Neon Genesis Evangelion ซึ่งได้กลายมาเป็นอนิเมะยอดนิยมของโอตาคุอย่างรวดเร็ว ในทางกลับกัน หลังจากที่อนิเมะประสบความสำเร็จ ทำให้ทั้งโดจินชิ ฟิกเกอร์ และ Garage Kit ขายได้อย่างละ 3,000 ชิ้นต่อตัวละคร แต่หลังจากที่มีการนำตัวละครหญิงของเรื่องมาทำเป็นตัวชูโรงของสินค้า เช่น อายานามิ เรย์ ยอดขายกลับพุ่งถึง 30,000 ชิ้นได้ในทันที ขายดีถึงขนาดที่ว่า บริษัทผลิตฟิกเกอร์ Kaiyodo ต้องย้ายร้านค้าหลักๆ จากชิบูย่ามาที่อากิฮาบาระในปี 1997 เพื่อการนี้เลยทีเดียว ผมว่านั่นเป็นสัญญาณที่บ่งบอกได้ว่าแม้แต่ผู้ผลิตยังให้ความสนใจกับสถานที่แห่งนี้มากแค่ไหน

PG : คิดว่าทำไมร้านค้าโดจินชิและฟิกเกอร์ทั่วกรุงโตเกียวถึงได้เลือกที่จะย้ายมาที่อากิฮาบาระ?

MK : ต้องบอกก่อนว่า โอตาคุนั้นมีความหวาดกลัวอย่างมากที่จะถูกดูต้อยต่ำและด้อยค่า โดยเฉพาะจากผู้หญิง สังเกตุจากย่านชิบูย่า และอิเคะบุคุโระ ถ้าคุณเดินผ่านในถนนสายหลัก คุณจะพบวัฒนธรรมบนถนนสายหลักที่เป็นสินค้าของผู้หญิงอยู่ทั่วไป ในขณะที่ถ้าคุณเดินในถนนสายย่อยๆ คุณจะพบสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับโอตาคุแยกกันอยู่อย่างเห็นได้ชัด

เหมือนกับว่าถ้าคุณจะขายของให้กับพวกเขา คุณก็จะต้องอยู่ในที่ๆพวกเขาสามารถเข้าถึงได้โดยง่ายโดยปราศจากวัฒนธรรมบนถนนสายหลักอย่างที่ว่า ปราศจากการขัดแย้งจากเรื่องเหล่านั้น และเขาสามารถแสดงออกทางการใช้สอยได้อย่างสะดวกสบายและไร้ซึ่งความหวาดกลัว

PG : วัฒนธรรมบนถนนสายหลักคืออะไร?

MK : ส่วนใหญ่ก็จะเป็นวัฒนธรรมที่รับมาจากต่างชาติ อย่างเสื้อผ้า การแต่งตัว ที่มักจะปะปนอยู่ในวิถีชีวิตของคนญี่ปุ่น

ผมยกตัวอย่างบทสนทนาที่โมริคาว่าให้ความหมายไว้ค่อนข้างดีและละเอียด จากปากของคนที่มีฐานะทางสังคมค่อนข้างสูงเช่นนี้ทำให้ผมได้รู้ถึงเรื่องเชิงลึกที่น่าสนใจจริงๆ ว่ามั้ย?

บางส่วนในหนังสือระหว่างให้ความหมายของคำ ก็จะมีการเสริมแทรกเนื้อหาของอนิเมะหรือมังงะลงไปด้วย

ในภาพ เป็นคำว่า Akira เป็นอนิเมะที่ดังมากในปี 1980 (ผมเกิดไม่ทัน) หลังจากที่ได้ให้ความหมายแล้วก็ยังมีการสปอยเนื้อเรื่องย่อๆด้วย (มีกรอบสีแดงเตือนว่า ถ้าไม่อยากเสียอรรถรสก็อย่าอ่าน อ้าว..)

มีหลายคำที่เป็นการ์ตูนเก่าที่เกี่ยวเนื่องกับค่ายผลิตอนิเมะทีวีซีรีย์ ซึ่งผมคงไม่หยิบยกมานะครับเพราะว่าอาจจะรู้จักกันแล้ว เช่น ค่าย Gainax (อธิบายยาวโคดๆ)

ต่อไปเป็นบทสัมภาษณ์ที่แฟนอนิเมะหลายๆคนต้องจำหน้าชายคนนี้ไว้นะครับ เขามีอิทธิพลกับอนิเมะช่วงปี 2007 อย่างล้นหลามทีเดียว

บทสัมภาณ์ : ยามาโมโตะ ยูทากะ (รู้จักกันในนาม ยามะคัง)

ความเกี่ยวข้องกับวงการ : ผู้กำกับฉากอนิเมะแดนซ์เรื่องดังอย่าง ซึซึมิยะ ฮารุฮิ , ลัคกี้สตาร์ และ คันนางิ

ข้อมูลของเจ้าตัว : หลังจากประสบความสำเร็จจากอนิเมะในปี 2007 เขาถอนตัวจาก เกียวโตอนิเมชั่น และก่อตั้งบริษัทของเขาเองชื่อ Studio Ordet

PG : คุณพุ่งเป้าหมายด้วยอนิเมะของคุณอย่างไรไปที่โอตาคุ?

YY (คำย่อของยามาโมโตะ) : ผมก็แค่อยากทำอนิเมะขึ้นมาเท่านั้น เพราะผมก็เป็นโอตาคุ ดังนั้นก็เป็นปกติที่กลุ่มคนที่คล้ายกันกับผมจะถูกดึงดูดเข้ามา ถึงแม้ว่าผมจะไม่ชอบที่ถูกโอตาคุบางคนตั้งแง่วิจารณ์อนิเมะของผมก็ตาม แต่ว่าอนิเมะที่ทำโดยโอตาคุเพื่อโอตาคุนั้น ผมอยากที่จะให้ผู้ชมดูได้ตั้งแต่เด็กยันแก่

PG : ความหมายของคำว่า"โอตาคุ"ของคุณคืออะไร?

YY : ผู้คนที่ไม่มีความสนใจเรื่องเพศตรงข้ามมากนัก แต่จะพุ่งความสนใจไปที่อนิเมะหรือเกมส์ที่เขารักมากกว่า ผมเองก็เป็นอย่างนั้น(ถึงแม้เจ้าตัวจะมีภรรยาแล้วก็ตาม) ผมถึงได้พูดได้ การที่มีคนบอกว่าโอตาคุเป็นคนที่เข้ากับคนอื่นได้ไม่ดี ในความเป็นจริงแล้วผมไม่ชอบคำแบบนี้เอาซะเลย

PG : คิดว่าแฟนๆชาวโอตาคุเป็นอย่างไร?

YY : ผมเองก็เคยอยู่ตรงนั้น การที่มีคนมาบอกว่าโอตาคุค่อนข้างหยาบคายและเห็นแก่ตัวนั้นผมว่าไม่ค่อยดีนัก พวกเขาแค่ไม่ค่อยติดต่อกับผู้อื่น มีเพื่อนร่วมงานของผมหลายคนที่เลิกหวังกับการเข้าถึงพวกเขาไปแล้วด้วย แต่ผมคิดว่า ถ้าเราละทิ้งโอตาคุไปตอนนี้ เราคงจะไม่มีทางสร้างผมงานที่มอบความสุขให้กับใครได้ คิดว่ายังไงก็น่าจะพอมีหนทางที่จะอยู่ร่วมกันได้อยู่

PG : ในอนิเมะของคุณ โมเอะ มั้ย?

YY : ผมพูดได้ว่าผมสร้างอนิเมะที่โมเอะก็เพราะส่วนหนึ่งเป็นเรื่องของการตลาด แต่ผมไม่สนใจหรอกว่าโมเอะนั้นจะเป็นยังไง และก็ไม่ปฏิเสธนะที่ตัวละครในเรื่องนั้นโมเอะ แต่ถ้าเราพุ่งเป้าแต่จะให้มันโมเอะอย่างเดียว ก็เท่ากับว่าเราตัดขาดกลุ่มผู้ชื่นชอบในเรื่องนี้ออกจากกลุ่มคนดูอื่นๆ ผมจึงไม่เคร่งกับการให้อนิเมะนั้นโมเอะ แต่จะดีถ้าทำออกมาแล้วมันมีความโมเอะอยู่ในนั้น ดังนั้นปล่อยให้มันเป็นไปแบบนั้นแหละดีแล้ว

PG : ในอนิเมะอย่างเช่นฮารุฮิ มีส่วนประกอบที่มาจากสถานที่ๆมีอยู่จริงด้วย คุณคาดหวังอะไรกับมัน?

YY : มันมาจากสมัยที่ผมยังเรียนอยู่ ผมชอบวาดภาพนะ และถ้าคุณวาดภาพจากจินตนาการ คุณก็จะจบลงแค่ตรงนั้น เหมือนอย่างโดราเอม่อน หรือซาซาเอซัง ที่ทั้งชุด สภาพแวดล้อม เพื่อนบ้านเป็นอย่างไรมันก็จะเป็นอย่างนั้น ผมว่าอนิเมะมันจะดีกว่านี้ถ้าใส่ความเป็นจริงลงไปในความไม่จริงด้วย

PG : ในการที่คุณใช้ความเป็นไอดอล เช่นท่าทางการเคลื่อนไหวจริงๆของไอดอล อย่างเช่น ใช้ท่าการเต้นของ Berryz Kobo มาเป็นพื้นฐานของท่าเต้นฮารุฮิแดนซ์ คุณจะว่าอย่างไร?

YY : ไม่ใช่ๆ มันเป็นเพราะว่าผมชอบไอดอล เหมือนน้ำ อาหาร อากาศ ที่ผมไม่สามารถมีชีวิตอยู่โดยปราศจากมันได้ ผมคิดเสมอว่าอยากทำอนิเมะที่มันเป็นไอดอลแดนซ์ การที่มันออกมาได้สำเร็จผมก็ภูมิใจนะ และก็ขอโทษด้วยสำหรับเรื่องนี้(ถ้าทำให้ใครวิตกกังวล)

PG : อนาคตคุณมีโครงการอะไรอยู่บ้างมั้ย?

YY : ผมจะมีอนิเมะเรื่องใหม่ในปี 2010 ผมคงยังบอกรายละเอียดไม่ได้ แต่มันก็จะเป็นเรื่องแบบออริจินอล และผมอยากทิ้งภาพพจน์ของ "โมเอะอนิเมะที่สร้างโดยยามาโมโตะ ยูทากะ" จะไม่มีการเต้นในอนิเมะอีกแล้ว เพราะผมจะทำในส่วนของการเขียนบทและการดำเนินเรื่องมากกว่า

ก็เป็นความเห็นของคนที่ประสบความสำเร็จกับแฟนๆชาวโอตาคุมาแล้ว และยังคงทำอนิเมะตามความคิดของตัวเองต่อไปโดยไม่ได้ยึดติดกับผู้คน เป็นคนที่มั่นใจและอุดมการณ์สูงใช้ได้เลยเนอะ?

ในหน้าถัดไปก็มีคำว่า Anime Ambassador ซึ่งหมายถึง ทูตวัฒนธรรมอนิเมะ ซึ่งก็คือเจ้าโดราเอม่อนนั่นเอง ได้รับการยกย่องให้เป็นในปี 2008 นะครับ

ใครที่ไม่เคยเห็นทูตวัฒนธรรมตัวนี้ขับรถชนเด็กล่ะก็ แสดงว่าไม่ได้ดูงานเปิดตัวทูตวัฒนธรรมโดราเอม่อนในไทยที่เซ็นทรัลเวิร์ลนะครับ (มุขนะไม่ใช่เรื่องร้ายแรง)

ภาพนี้ก็เป็นคำว่า Anime Festival Asia 2008 ครับ ในภาพมี Mizuki Ichirou เจ้าของเพลงซุปเปอร์โรบอทหลายต่อหลายเพลงถ่ายรูปคู่กับคอสเพลย์เยอร์ ซึ่งได้มาร้องเพลงในงานนี้ด้วยครับ

ในหน้าข้างๆกันก็มีภาพโมเอะซังร้อง Anisong อยู่ด้วยครับ บางทีเธอก็จะทำท่าตามความหมายของคำด้วยครับ

 

นี่เป็นคำว่า Barnett Josh ครับ เป็น Heavy Weight Pro Fighter (น่าจะมวยปล้ำ) เกิดในปี 1977 ที่ซีแอตเติล กรุงวอชิงตัน ที่ได้รับฉายาว่า "โอตาคุที่แข็งแกร่งที่สุดในโลก" เพราะเขาชอบดูหมัดดาวเหนือและชอบ Kenshiro และเพลง Ai wo Torimodose เอามากๆ (ดูจากรูปก็น่าจะรู้) ในเวลาว่างเขาจะชอบมาเที่ยวที่อากิฮาบาระเพื่อซื้อฟิกเกอร์ เกมส์ และอนิเมะ และมักจะชอบนำวลีสำคัญของเคนชิโร่ไปใช้ในระหว่างการต่อสู้ด้วยคือ Omae wa mou shindeiru "แกน่ะ มันตายไปแล้ว" จนได้ฉายาอีกว่า เคนชิโร่ตาสีฟ้า (blue-eyed Kenshirou)

และในด้านบนนั้นก็คือ โตเกียวบิ๊กไซต์ครับ หลายคนคงรู้จักกันเป็นอย่างดี ก็เป็นสถานที่จัดงานต่างๆที่เกี่ยวกับโอตาคุเป็นประจำครับ

นี่เป็นความหมายของคำว่า Captain Tsubasa ครับ ก็ได้ให้ความหมายไว้ประมาณว่า เป็นอนิเมะกีฬาที่ส่งผลต่อกีฬาของประเทศญี่ปุ่นมากอย่างหนึ่งก็ว่าได้ เพราะนักฟุตบอลหลายคนของทีมชาติญี่ปุ่นนั้นได้แรงบันดาลใจจากการฝึกซ้อมของสึบาสะด้วยครับ

มิหนำซ้ำ กลุ่มนักวาดการ์ตูนชื่อดังอย่างแคลมป์ (Clamp) เอง เมื่อก่อนก็เคยชอบวาดโดจินวายของเรื่องนี้ด้วยครับ ดังจริงๆเนอะ

นี่เป็นภาพของคนที่เปิดบูทขายโดจินชิในงาน Comiket (ย่อจาก Comic Market ครับ)

นี่เป็น Yaoi Day ใน ComiKet ครับ คนชอบยาโอยเยอะขนาดนี้เลยนะ!

ต่อไปเป็นบทสัมภาษณ์คนๆนี้ครับ ผู้ได้ชื่อว่าเป็นเงาของโคมิเก็ต

บทสัมภาณ์ : อิชิคาวะ โคอิชิ

ความเกี่ยวข้องกับวงการ : วิศวกรจากโตเกียว ผู้เป็นหนึ่งใน Organizer ทั้งสามของงานโคมิเก็ตครับ

ข้อมูลของเจ้าตัว : เขาอยู่กับงานโคมิเก็ตมาถึง 25 ปี ! โดยที่ยังคงเก็บตัวตนของตัวเองเป็นความลับมาตลอด (ทำได้อย่างไรนี่?) จนกระทั่งผู้แต่งไปขอสัมภาษณ์ได้ (แต่ก็ยังคงไม่ได้รับอนุญาติให้เปิดเผยหน้าตา)

PG : อะไรทำให้คุณอยู่กับโดจินชิ?

IK (คำย่อของอิชิคาวะ) : สมัยยังเด็ก ผมได้ดูเรื่อง คิไคเดอร์ และ ไซบอร์ก 009 ซึ่งผมก็เป็นเด็กชาวญี่ปุ่นธรรมดาๆ แต่หลังจากที่ผมได้ชมผลงานของ อ. ทาคาฮาชิ รูมิโกะ เรื่อง Urusei Yatsura ที่น่าจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับฮาเร็ม(เรื่องที่สาวๆรายล้อมตัวเอกชาย ประมาณเนกิมะ และ เลิฟฮินะ)เรื่องแรก และได้พบกับตัวละครที่ชื่อ ลุมจัง (Lum-Chan) ที่เป็นสัญลักษณ์ของตัวละครที่ Super-Sexy(ขอไม่แปลเพื่อแสดงอารมณ์ของเจ้าตัว) ของญี่ปุ่นตอนนั้น และยังดังทั้งในฝรั่งเศสและอเมริกา นั่นเป็นรักแรกของผมเลย เธอเป็นแหล่งของความโมเอะ เป็นราชินี เป็นตัวละครซึนเดเระตัวแรกในตอนนั้น และเป็นทุกสิ่งทุกอย่าง(สำหรับเขา) ดังนั้นผมจึงมีความสนใจในการเปรียบเทียบมังกะและอนิเมะ และเริ่มลงมือทำสิ่งนั้น(คงหมายถึงโดจินชิ)ที่ไม่ได้มีขายอยู่ในร้านค้า

PG : มีเหตุผลอะไรที่ริเริ่มการจัดโคมิเก็ต?

IK : เมื่อผมยังเด็ก ตอนนั้นมีงาน manga taikai (คล้ายๆตลาดของมังงะ) ในเวลานั้นทั้งระดับมือโปรและมือใหม่ก็จะทำงานด้วยกันในที่นั้น แต่มันก็ไม่ได้เป็นแบบนั้นจนถึงท้ายที่สุด อาจจะเป็นเพราะความแตกต่าง สไตล์หรือการนำเสนอ ดังนั้นโคมิเก็ตจึงถือกำเนิดขึ้นเพื่อทำลายความแตกต่างที่เกิดขึ้นจาก manga taikai เพื่อให้มีอิสระในการนำเสนอไอเดีย มุข การจัดพิมพ์เพื่อวางจำหน่าย และหวังว่ามันจะยังคงเป็นแบบนี้ไปอีกหลายร้อยปี

PG : ทำไมคุณถึงคิดว่าโอตาคุจะเฟื่องฟูในญี่ปุ่น?

IK : ผมคิดว่ามันเป็นภาพลักษณ์อย่างหนึ่งของคนญี่ปุ่น เราสะสม เล่าเรียน สรรสร้างมังกะ อนิเมะ ฟิกเกอร์ ตลอดจนสภาพแวดล้อมแบบที่เห็นขึ้นมาเพื่อให้เข้ากับกิจกรรมต่างๆของโอตาคุ

หลังจากที่เด็กๆเริ่มมีการซึมซับความเป็นจิตวิญญาณของโอตาคุเข้าไปและเริ่มโตเป็นผู้ใหญ่ มีการกังวลว่าพวกเขาจะเริ่มมีการใช้ความรุนแรงหรือเป็นพวกเก็บกด อย่างไรก็ตาม หลังจากที่อนิเมะนั้นเริ่มแพร่หลายอย่างกว้างขวาง พวกเขาก็คงพอเข้าใจจิตใจและการคิดของโอตาคุมากขึ้น หลังจากนั้นประมาณ 5 ปี เพลงอนิเมะก็เริ่มมีการติดโอริกอนชาร์ต สินค้าหลายอย่างเริ่มพุ่งเป้าหมายไปที่โอตาคุ สื่อบันเทิงหลายอย่างก็เริ่มพุ่งเป้าไปที่โอตาคุ ทุกวันนี้ไม่มีใครสับสนอีกแล้วถ้าเกิดคุณเป็นโอตาคุ คุณไม่ต้องหลบๆซ่อนๆ คุณสามารถหาเพื่อนๆได้ด้วยตัวคุณเอง สภาพแวดล้อมทำให้ความเป็นโอตาคุพัฒนาขึ้น อาจจะเรียกได้ว่านี่เป็นเจเนเรชั่นของโอตาคุ ถ้าวัฒนธรรมนี้เป็นที่ยอมรับ และขยายตัวกว้างขึ้น ผมคิดว่ามันก็จะกลายเป็นวัฒนธรรมจริงๆด้วยตัวของมันเอง ทั่วโลกตอนนี้ดูเหมือนจะใกล้ชิดกับความเป็นโอตาคุมากขึ้น เพราะอนิเมะและสื่อบันเทิงต่างๆ โดยมีญี่ปุ่นเป็นศูนย์กลางเพราะเป็นถิ่นกำเนิดของสินค้าของโอตาคุ สินค้าอย่างมังงะราคาถูกลงและหาได้ง่ายขึ้น คุณไม่มีทางไปญี่ปุ่นแล้วหาของพวกนี้ไม่เจอ ดูเหมือนการเป็นโอตาคุในญี่ปุ่นอาจจะทำให้การใช้จ่ายเพิ่มขึ้น แต่ว่ามันก็เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้โดจินชิเป็นที่นิยม

PG : โดจินชิที่ดีจะทำได้อย่างไร?

IK : โดจินชิจะดีที่สุดเมื่อผลงานต้นฉบับยังไม่ถึงกับสมบูรณ์แบบ นั่นทำให้มีจุดที่น่าจะถูกหยิบยกมาพูดถึง หรือทำให้น่าค้นหา อย่างเช่นความสัมพันธ์ของตัวละครที่ยังไม่กระจ่างชัด อาจจะถูกเขียนขึ้นใหม่ให้มีความน่าสนใจ หรือสร้างพฤติกรรมบางอย่างที่ต่างไปจากของต้นฉบับ นั่นก็จะทำให้น่าสนใจและน่าค้นหามากขึ้น

บทสัมภาษณ์ของอิชิคาวะค่อนข้างจะยาวกว่าคนอื่นๆ (ในเรื่องของคำอธิบาย) ทั้งนี้อาจจะเป็นเพราะการที่เขามีฐานะที่อยู่บนจุดที่สูงคนหนึ่งสำหรับการเขียนโดจิน ในฐานะโอตาคุ และการจัดงานอีเวนท์ คงเป็นเพราะจากประสบการณ์ของเขาด้วยที่ทำให้บทสัมภาษณ์ของเขาค่อนข้างจะเจาะลึก(มาก)ไปในทางของการเขียนโดจินและการเข้าถึงตัวละคร(ดูจากอารมณ์ของเขา) จะต่างกับบทสัมภาษณ์ของโมริคาว่าที่จะเน้นไปทางภาพรวมและเรื่องของสังคม

แปลของอิชิคาวะสนุกดีแฮะ แต่รู้สึกหนักหัวชอบกล..

เอ้าต่อไป ใกล้ตัวคนไทยมากเลย

คำว่า Cosplay นั่นเอง แน่นอนว่าในไทยตอนนี้ก็น่าจะถือว่าบูมใช้ได้ และถ้าดูจากลักษณะ การแสดงออก รวมถึงความประนีตของชุดแล้ว คอสเพลย์เยอร์ของไทยก็มีฝีมือที่น่าจะพอฟัดพอเหวี่ยงกับคอสเพลย์เยอร์ญี่ปุ่นได้นะ?

มีกระทั่งคำว่า Crossplayer ด้วย ซึ่งหมายถึงการที่ผู้คอสแต่งเป็นเพศตรงข้ามกับตัวเองครับ เช่น ชายแต่งหญิง หญิงแต่งชาย

ต่อไปเป็นบทสัมภาษณ์ของผู้หญิงบ้างครับ ใครที่คิดว่าโอตาคุผู้หญิงไม่มีและไม่ก้าวหน้า อ่านบทสัมภาษณ์ของเธอซะนะครับ

บทสัมภาณ์ : อายาคาวะ ยุนมาโอะ (ในภาพคอสเป็น โซริว อาสึกะ แลงเรย์ จาก Evangelion)

ความเกี่ยวข้องกับวงการ : เดิมทีเป็นคอสเพลย์เยอร์ ปัจจุบันทำงานเกี่ยวกับเมดในระดับประเทศ !

ข้อมูลของเจ้าตัว : เป็นคอสเพลย์เยอร์ที่เริ่มคอสตั้งแต่ปี 1997 ตอนที่อายุได้ 13 ปี และกลายเป็นมือโปรในปี 2003 ตอนที่อายุ 19 ปี ปัจจุบันอายุ 25ปี เป็นหนึ่งในผู้รับผิดชอบขององค์กรเมด(Maid สาวรับใช้)ในระดับนานาชาติของญี่ปุ่น(น่าจะประมาณวิทยากร ควบคุมดูแลการทำงานของเมดตามร้านเมดคาเฟ่ในญี่ปุ่น) ทำงานเป็นนักหนังสือพิมพ์ให้ทั้งญี่ปุ่นและอเมริกา และพบเห็นได้บ่อยครั้งในรายการTV

PG : งานอดิเรกของคุณคืออะไร? และคุณสนใจอะไรในความเป็นโอตาคุ?

AY (คำย่อของอายาคาวะ) : ฉันชอบวาดรุป อ่านมังงะ ดูอนิเมะ และแน่นอน คอสเพลย์ด้วย! โอตาคุในความหมายของฉันคือคนที่ใส่ใจและเอาใจใส่ในงานอดิเรกของเขา และมันเกี่ยวกับการใส่อารมณ์และความรู้สึกลงไปด้วย ฉันค้นหาตัวตนของตัวเองและพบว่าฉันเองก็เป็นโอตาคุไปจนถึงแก่นแท้เลย(เธอใช้ว่า I'm an otaku to the core) ถ้าเกิดใหม่ได้ฉันก็อยากจะเป็นโอตาคุอีกครั้ง มีชีวิตที่ดี ได้เขียนโดจินชิ และคอสเพลย์ ฉันเป็นโอตาคุมาตั้งแต่ที่ฉันจำความได้เลยล่ะ

PG : คุณเริ่มในวงการนี้มาได้อย่างไร?

AY : ฉันอ่านมังงะมาตั้งแต่ยังเด็กๆ และเขียนโดจินชิด้วย ฉันเริ่มคอสเพลย์กับเพื่อนๆเมื่อเพื่อนๆที่มีความสนใจทางด้านนั้นมาชวน ฉันชอบซีรี่ย์ที่เป็นเรื่องของวัยรุ่นอย่าง Slam Dunk , Ruronin Kenshin และ Yu Yu Hakusho เพื่อนๆของฉันต้องการที่จะตั้งกลุ่มคอสที่ชื่อว่า อาวาเสะ (Awase) ฉันจึงอาสาที่จะคอสเพลย์เป็นคุราม่าจาก Yu Yu Hakusho ตอนนั้นยังไม่มีวิกขายในท้องตลาด ฉันจึงเป็นหนึ่งในคนที่ทำทรงผมแบบนั้นในช่วง ม.ต้น และชุดก็ยังทำง่ายอีกด้วย ดังนั้นฉันจึงสนุกมากๆ และฉันก็เริ่มคอสอย่างจริงจังในงานเล็กๆที่กุนมะ และตามด้วยงานใหญ่ๆที่จัดที่โตเกียว ฉันไปโคมิเก็ตบ่อยครั้งด้วยโดจินชิของฉันและไปคอสเพลย์ตั้งแต่อยู่ ม.ปลาย ฉันรู้สึกว่ามันยังไม่พอ! หลังจากนั้นฉันก็ไปคอสเพลย์เป็นหนึ่งในงานหนึ่งๆที่ใหญ่มากๆและถูกคัดเลือกโดยบริษัทเกม และเริ่มทำงานเป็น Illustrator และ Talent(น่าจะประมาณนางแบบ หรือทำงานด้านสื่อโทรทัศน์) หลังจากเวลาผ่านไป ฉันเริ่มทำงานเป็นคอสเพลย์เยอร์มือโปร ขยายงานของฉันเป็นดีไซน์เนอร์ในช่วงที่บริษัทกำลังอยู่ในช่วงขาลง ดังนั้นฉันจึงเลิกที่จะพุ่งเป้ากับการเป็น Talent ในตอนนั้น

PG : ทำไมคุณถึงได้จริงจังกับการคอสเพลย์?

AY : เพราะว่าฉันได้กลายเป็นตัวละครที่ฉันชอบในเวลาที่คอส ในเวลาที่คุณคอสเพลย์ คุณจะต้องรับเอาความเป็นตัวละครนั้นมาไว้ในตัวของคุณ เป็นหนึ่งเดียวกับตัวละคนนั้น มันน่าสนุกดี และฉันมีเพื่อนเพิ่มขึ้นเยอะมากเลยในช่วงที่ฉันคอสเพลย์ ฉันมีความสุขมาก ฉันสนุกกับการที่ได้ใส่ชุดที่ฉันไม่มีโอกาสได้ใส่ในวันธรรมดาๆ ทั้งหมดนั้นก็เพราะว่า ชุดของอนิเมะมันน่ารักแล้วก็เจ๋งดีนี่นา! ฉันชอบที่ได้ออกแบบชุด แต่ฉันก็ไม่ได้มีเวลาที่จะได้ใส่มันในยามปกติ ฉันมักจะทำชุดของฉันเองเมื่อมีเวลาว่างเสมอๆ

PG : คุณเป็นโปรตั้งแต่เมื่อไร?

AY : ฉันมักจะตอบได้ยากนะเมื่อเจอคำถามแบบนี้ เพราะว่ามันคงไม่ใช่แค่การปรากฏตัวแค่ครั้งเดียวแล้วก็เดบิวต์(Debut = การแจ้งเกิดในสายตาของคน ,สื่อ)ได้ มันเหมือนกับว่าทำไปตามทางนั้นจนกว่าฉันจะพบว่าตัวเองโปรแล้ว ปรากฏตัวในเว็บไซต์มือถือ เป็นคอสเพลย์เยอร์ลงนิตยสาร และท้ายที่สุดก็ออกTV ซึ่งมีบางจุดที่ฉันได้จากการเป็น Talent และนั่นเป็นสิ่งที่บ่งบอกว่าตอนนั้นฉันได้ก้าวสู่การเป็นโปรแล้ว

PG : ตอนนั้นคุณทำอะไรบ้าง?

AY : ฉันออกรายการTVหลายครั้ง แต่งเป็นเมดออกรายการประลองทำอาหาร ถ่ายรูป ทดสอบสมรรถนะร่างกาย และทำเรื่องเสี่ยงๆหลายอย่าง(ในรายการพวกวาไรตี้เกมส์โชว์) เหมือนกับต้องเปลี่ยนเสื้อผ้าเวลาเล่นสเก็ตยังไงยังงั้น!

PG : คุณได้ก้าวไกลในเวลาอันสั้นจริงๆ ตอนนี้คุณคิดว่าจะทำอะไรต่อไป?

AY : ฉันจะพุ่งเป้าไปที่การแพร่ขยายความนิยมในการคอสเพลย์ของญี่ปุ่น เป็นดั่งมิชชันนารี(แบบหมอสอนศาสนาในศาสนาคริสต์)ของวัฒนธรรมโอตาคุญี่ปุ่น! เริ่มจากการขายสินค้าออนไลน์ เขียนคอลัมน์ให้นิตยสารโอตาคุของอเมริกา ในญี่ปุ่นฉันก็เขียนให้กับนิตยสาร Cosmode ไปงานอีเวนท์คอสเพลย์เท่าที่เป็นไปได้ เป็นวิทยากรของ Maid Kyoukai (องค์กรของเมด ดังที่กล่าวข้างต้น) และฉันก็พยายามจะแพร่ขยายการคอสพลย์ให้ได้มากขึ้นด้วย

PG : Maid Kyoukai มันเกี่ยวกับอะไรบ้าง?

AY : ให้ความรู้เรื่องเมดในระดับสากล เราจะควบคุมเรื่องการตลาด การจัดการ และทดสอบเพื่อให้ได้ผ่านเกณฑ์ของเมดที่จะให้บริการ

PG : มีอะไรที่อยากให้เรารู้อีกมั้ย?

AY : อ้อ ในสุดสัปดาห์หน้าฉันจะไปเป็น Race Queen ด้วยล่ะ

PG : Race Queen? นั่นก็เป็นส่วนหนึ่งของการคอสเพลย์เหรอ?

AY : ไม่! มันต่างกันอย่างสิ้นเชิง คุณจะเป็นแคมเปญเกิร์ลให้กับทีมและบริษัท(ดูอย่าง Sugo Asuka ในเรื่องGPX Cyberformula ก็ได้) เป็นนางแบบ ทำงานเป็นมืออาชีพ เหมือนกับเป็น Talent มากกว่าคอสเพลย์เยอร์ คุณอาจจะใส่ชุด แต่คุณก็ยังเป็นตัวของคุณอยู่

PG : ทำไมคุณถึงอยากเป็น Race Queen ?

AY : ฉันมักจะชอบรถและมอเตอร์ไซค์อยู่เสมอ และชอบมองโลกของการแข่งรถจากในสนาม ฉันคิดว่าสำหรับผู้หญิงแล้วการที่จะได้รู้สึกแบบนั้นก็คงต้องเป็น Race Queen เท่านั้น แต่ว่า Race Queen มักจะต้องสูงอย่างน้อย 170 ซม. และฉันก็ดูตัวเล็กมาก แต่ดูเหมือนจะโชคดีนะ พวกเขายังให้ฉันเป็นอยู่เพราะเห็นว่ามันดูตลกๆดี ฉันก็เลยกลายเป็น Race Queen ที่ตัวเล็กที่สุดในโลก!

PG : แฟนๆของคุณเป็นยังไงบ้าง ทั้งในญี่ปุ่นและต่างประเทศ

AY : ชาวต่างประเทศเป็นมิตรดี ทักทายกันอย่างเป็นกันเอง แต่คนญี่ปุ่นค่อนข้างจะขี้อายหน่อยๆ

PG : คุณคิดมั้ยว่าทำไมคอสเพลย์ถึงได้นิยมไปทั่วโลก?

AY : เพราะว่าอนิเมะและมังกะนั้นน่าสนใจ ผู้คนที่รักในตัวละครนั้นจะไม่เก็บความรู้สึกนั้นไว้เฉยๆ คุณจะรู้สึกและได้รับบางสิ่งบางอย่างจากตัวละครที่คุณคอสเพลย์ ฉันคิดว่าคอสเพลย์จะกลายเป็นงานอดิเรกที่เปิดกว้างและเป็นเรื่องทั่วๆไปสำหรับทุกคน ตอนนี้มันยังเป็นแค่สิ่งที่ทำให้สนุกกับกลุ่มโอตาคุเท่านั้น แต่หลังจากที่เวลาผ่านไป คนทั่วไปเข้าถึงตรงนี้มากขึ้น ผู้คนจะสามารถซื้อของและหาของราคาถูกเกี่ยวกับคอสเพลย์ได้และใส่มันไปงานปาร์ตี้คอสเพลย์ มันจะเป็นเหมือนกันทั้งญี่ปุ่นและต่างประเทศ คอสเพลย์ปาร์ตี้จะเป็นสิ่งที่ได้รับความนิยมไปในต่างประเทสได้อีกนานแสนนาน

PG : ความฝันของคุณคืออะไร?

AY : ฉันอยากจะจัดงานคอสเพลย์ เชื่อมสัมพันธ์ในงานคอสเพลย์ และผู้จัดงานคอสเพลย์เข้าด้วยกัน ทำให้มันเป็นกิจกรรมที่มีความหมายกับอาสาสมัครที่เข้ามาทำงานตรงนี้ มันไม่ใช่การสนุกกับคอสเพลย์คนเดียวอีกแล้ว แต่มันจะเป็นการสร้างสรรค์สิ่งดีๆด้วยกัน คอสเพลย์จะช่วยโลกได้เชียวนะ!

หลังจากที่อ่านบทสัมภาษณ์ของคุณเธอแล้ว ผมรู้สึกว่าบทสนทนาของคุณเธอค่อนข้างจะเป็นแม่พระเอาซะเหลือเกิน แต่อย่างไรก็ตามผมก็คิดว่านั่นอาจจะเป็นสิ่งที่คอสเพลย์เยอร์ในไทยหลายๆคนน่าจะคิดเหมือนกัน ผมเองก็มีโอกาสคอสเพลย์ไม่กี่ครั้ง แต่ก็คิดว่ามันก็น่าสนุกอย่างที่เธอว่าจริงๆนั่นแหละ เธอเป็นคนที่แสดงออกในเรื่องของความรู้สึกในการคอสเพลย์ได้อย่างดีจริงๆ เอ้า! คอสเพลย์เยอร์ทั้งหลายก็อ่านๆเอาไว้ซะนะ

ในหมวดตัวอักษร D นี้ก็มีจุดที่น่าสนใจตั้งแต่หน้าแรกๆ คำว่า Dakimakura นั่นเอง ซึ่งหมายถึง หมอนขนาดใหญ่ที่ปลอกหมอนเป็นรูปตัวละครจากอนิเมะและมังงะ(โดยมากจะเป็นสาวๆ) ซึ่งมักจะทำออกมาเป็นขนาดเท่าตัวจริงหรือเกือบใกล้เคียง โอตาคุในไทยหลายๆคนเองก็ชอบสั่งซื้อของพวกนี้มาสะสมไว้เหมือนกันนิ แต่ราคาแพงเอาการนะ

คำว่า Danso นี้เป็นความหมายตรงตัวที่สืบเนื่องมาจากคำว่า Crossplay โดยนี่จะหมายถึงผู้หญิงที่คอสเพลย์เป็นตัวละครชาย(มักจะเป็นพวกชายที่มีหน้าตาสวยด้วย)เท่านั้น

ตอนนี้ผมอ่านมาถึงหมวดตัวอักษร D เท่านั้นเอง ซึ่งขนาดอ่านได้แค่นี้เอนทรี่ก็ยาวเอามากๆ ผมก็เลยคิดว่าอาจจะได้เขียนอีกหลายตอน ว่าแต่จะมีใครตามอ่านมั้ยนะ?

จากเท่าที่อ่านมาจนถึงตอนนี้แล้ว ถ้าใครอ่านบทสัมภาษณ์ที่ผมแปลไว้ก็จะพบว่าโอตาคุในญี่ปุ่นนั้นมีหลายคนที่มีฐานะทางสังคมสูง ตลอดจนสูงมาก ท่านนายกฯทาโร่ อาโสะของญี่ปุ่นเองก็ใช่เหมือนกัน ทั้งนี้ก็เพราะสังคมในประเทศญี่ปุ่นนั้นได้เข้าใจความเป็นอยู่ของโอตาคุ และจัดการในสังคมได้อย่างเป็นสัดส่วนนั่นเอง

ผมเองก็ซื้อหนังสือเล่มนี้มาเพราะว่าอยากอ่าน แน่นอนว่ามันก็เกี่ยวกับผมโดยตรง ผมพบว่ามันเป็นมากกว่าพจนานุกรม สำหรับผมแล้วมันคือสารคดี ต้องขอบคุณผู้แต่งที่ให้กำเนิดหนังสือเล่มนี้ออกมาจริงๆ สาธุ~

จะว่าไปเอนทรี่นี้ผมไม่ค่อยพูดถึง โมเอะซัง เท่าไรเลยนะ อืม.. ผมรู้สึกว่าช่วงหน้าแรกๆบทสัมภาษณ์มันมีเนื้อหามากกว่า และประกอบกับช่วงแรกๆ ไม่ค่อยมีภาพของโมเอะซังด้วยสิ

เล่มนี้ จะมีภาพที่เรียกกันว่า แฟนเซอวิส ซะด้วยสิ แต่ไม่รู้ว่าผมจะได้เขียนออกมาในเอนทรี่ไหนเนอะ?