Research ตำราโอตาคุ [ตอนที่ 7]
posted on 13 Aug 2009 19:17 by masakiandou in OtakuEncyclopediaเอนทรี่นี้มาเริ่มกันที่หมวดอักษร N เลยนะครับ
Nekomimi = หูแมว ชิ้นส่วนของชุดที่เป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งในตัวละครของอนิเมะและมังงะ อาจหมายถึงตัวละครที่รูปร่างคล้ายลูกแมวก็ได้(อย่างเช่นFeliciaในเกมVampire Saviour) และตัวละครหูแมวนั้นมักจะชอบร้องเบาๆว่า "nya" (เมี๊ยว)ในขณะที่สนทนา
"เนโกะมิมิ น่ารักมั้ย เมี๊ยว!"
Netamikko = เด็กผู้หญิงขี้อิจฉา โกรธง่าย เจ้าอารมณ์ (ไม่ใช่ซึนเดเระนะ)
Newtype = มนุยย์พันธุ์ใหม่ อีกขั้นของการวิวัฒนาการของมนุษยชาติ ตามเนื้อเรื่องของซีรี่ย์ Mobile Suit Gundam นิวไทป์จะมีประสาทสัมผัสที่สูงและปรับตัวเข้ากับการใช้ชีวิตในอวกาศได้ดี อนึ่งนิตยสาร Newtype ก็ใช้ชื่อนี้มาตั้งแต่ปี 1985 หลัง Zeta Gundam ฉายได้ 1 สัปดาห์
เพิ่งรู้แฮะว่าเราเกิดปีเดียวกับหนังสือนิวไทป์ (ฮา)
Nice Boat = คำที่เกิดจากเหตุการณ์หนึ่งๆ ที่สถานีโทรทัศน์คานางาวะแทนที่การฉายตอนสุดท้ายของอนิเมะ School Days ด้วยภาพเรือเฟอร์รี่แล่นอยู่ในฟยอร์ด(fjord = ธารน้ำแข็งที่ละลายแล้ว น่าจะอยู่ที่นิวซีแลนด์)เนื่องจากเกิดคดีฆาตกรรมที่เด็กผู้หญิงอายุ 16 ฆ่าพ่อของตนเองด้วยขวานก่อนหน้าที่จะฉาย 1 วัน ทางสถานีโทรทัศน์จึงกังวลเรื่องข่าว เนื่องจากตัวอนิเมะ School Days เองก็มีฉากรุนแรงอยู่ จึงฉายภาพเรือพร้อมกับเพลงคลาสสิคยาว 30 นาที ซึ่งทำให้แฟนๆอนิเมะเรื่องนี้ช็อคมาก หลังจากนั้นใน BBS ของเว็บไซต์ 4 Channel ก็ได้มีสมาชิกบอร์ดสร้างคำล้อเลียนขึ้นมาว่า "Nice Boat" ซึ่งต่อมากลายเป็นวลียอดฮิตในการเซิร์จติดอันดับ 10 ในเว็บ Yahoo! ของญี่ปุ่นในช่วงเดือน กันยายน 2007 หลังจากนั้นค่าย Overflow ผู้สร้างอนิเมะเรื่องนี้จึงนำชื่อ "Nice Boat" มาออกบูทในงานโคมิเก็ต 73 ในปี 2007 และขายสินค้าเกี่ยวกับ "Nice Boat" อีกด้วย
งดงาม คลาสสิค สงบเงียบ และผ่อนคลาย แถมยังขายของได้อีก!
Nijigenhatsukoi = รักแรกกับตัวละคร 2 มิติที่โอตาคุ หรือฟุโจชิหลงรัก การถามเรื่องแบบนี้กับใครสักคนเท่ากับว่าคุณจะถามเขาหรือเธอว่าเป็นโอตาคุหรือไม่นั่นเอง
Nonai kanojo (อ่านว่า โนนไอ คาโนะโจ) = "แฟนสาวในดวงใจ" ซึ่งหมายถึงการมีสาวๆในจินตนาการเป็นที่รักในดวงใจ สำหรับโอตาคุแล้วอาจเป็นเรื่องที่สำคัญมาก อาจจะบอกได้ว่า "Nijinenhatsukoi" ของโอตาคุนั้นคือ Nonai kanojo
Noob = คำศัพท์แสลงทางอินเตอร์เน็ต หมายถึง newcomer (ไอ้คนมาใหม่) หรือ newbie (ไอ้เด็กใหม่) ที่ไม่มีประสบการณ์ในการเล่นอินเตอร์เน็ต และยังไม่ค่อยเข้าใจอะไรมาก
Nozoki = อาการที่แสดงถึงการแอบมอง และถ้าใช้ในลักษณะอีโรติก มันก็คือการถ้ำมองนั่นเอง
"อย่าแอบมองน๊ะ~"
มาถึงหมวดตัวอักษร O กันบ้างนะครับ เปิดมาก็เจอของกินเลย
Oden-kan = โอเด้งกระป๋อง ในญี่ปุ่นจะมีตู้ขายของอัตโนมัติที่ขายโอเด้งกระป๋องอยู่ทั่วไป และเนื่องจากโอเด้งกระป๋องที่ได้จากตู้นั้นร้อนเสมอ จึงเป็นที่นิยมสำหรับโอตาคุที่ต้องมารอเข้างานต่างๆ หรือรอซื้อของในฤดูหนาว ซึ่งทำให้ขายดีมากในอากิฮาบาระจนมีการนำตัวละครต่างๆมาเป็นโลโก้ข้างกระป๋อง นอกจากนี้ยังมีเมนูอื่นๆอย่างไก่ยากิโทริ หรือราเมนกระป๋องขายอีกด้วย
กระป๋องมันไม่ได้ใหญ่อย่างที่คิดๆกันนะ
คำว่าโอตาคุ ผมแปลไว้แล้วในเอนทรี่แรกของ Encyclopedia นะครับ ดังนั้นผมจะไม่แปลซ้ำก็แล้วกัน
โมเอะซังพูดว่า "เห็นมั้ย! ฉันก็เป็นโอตาคุล่ะ"
เหมือนก๊อปคาแรคเตอร์มาจาก อนิเมะ Comic Party เลยนะนั่น
เอาล่ะ มาคั่นกันด้วยบทสัมภาษณ์ของคนที่ชาวญี่ปุ่นให้สมญานามว่า โอตาคิง (Otaking) กันเถอะครับ
บทสัมภาษณ์ : โอคาดะ โทชิโอะ
ความเกี่ยวข้องกับวงการ : เขามีชื่อเสียงในนาม โอตาคิง (King of Otaku) ผู้ทำให้คำว่า "โอตาคุ" เป็นที่นิยมจากหนังสือที่ศึกษาถึงความเป็นโอตาคุที่เขาเขียนและการสัมมนาที่มหาวิทยาลัยโตเกียว
ข้อมูลของเจ้าตัว : เขาเป็นหนึ่งในผู้ผลิตอนิเมะ Daicon III และ IV และเป็นผู้ก่อตั้งบริษัท Gainax ตอนนี้เป็นอาจารย์บรรยายที่มหาวิทยาลัยศิลปะโอซาก้า เขายังเคยกล่าวว่าโอตาคุเป็นวัฒนธรรมที่เกือบจะหายไปแล้วด้วย
PG : โอตาคุนี้เป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องกับญี่ปุ่นอย่างหมดจดเลยหรือเปล่า?
OT (คำย่อของโอคาดะ โทชิโอะ) : ในญี่ปุ่นสื่อบันเทิงจำนวนมากที่มีเป้าหมายเป็นเด็กๆ ปกติก็ไม่ใช่พวกที่จะทำเพื่อเด็กๆอย่างเดียวอยู่แล้ว ตัวอย่างเช่น TV อนิเมะปี 1974 Heidi, Girl of the Alps(ผมไม่เคยดูแน่ๆ) มีฉากที่ปู่ของ Heidi กล่าวว่าคนในหมู่บ้านหลอกลวงเขา ถ้าเป็นในอนิเมชั่นของอเมริกาหรือยุโรป ฉากแบบนี้จะถูกอธิบายและทำให้เข้าใจได้ง่ายและรวดเร็ว แต่ใน Heidi จะค่อยๆอธิบายอย่างช้าๆ กว่าจะเฉลยเนื้อเรื่องได้ก็ใช้เวลามากกว่า 52 ตอน(แม่เจ้า!) ซึ่งนี่คงไม่ใช่สิ่งที่เด็กๆจะรอดูและเข้าใจได้ง่ายนัก แต่น่าจะเหมาะสำหรับผู้ใหญ่ไม่ใช่สำหรับเด็ก ถึงแม้ว่ารูปแบบมันจะทำสำหรับเด็กก็เถอะ
PG : ลักษณะของสื่อบันเทิงนั้นมันเปลี่ยนไปอย่างไร?
OT : จากการทดสอบผลสำเร็จของนักเรียนในญี่ปุ่นปี 1960 และ 1970 คนหางานจำนวนมากที่จบจากมหาวิทยาลัยไม่ได้รับการสนใจจากบริษัทชั้นนำ สำนักจัดหางานของรัฐ หรือสถาบันอื่นๆ และแทนที่พวกเขาจะเลือกทำงานที่สถานีโทรทัศน์ ทำภาพยนตร์ หรือทำอนิเมะให้เด็กๆ พวกเขากลับคิดที่จะสอบเยาวชนของญี่ปุ่นถึงวิธีการของสื่อ ผลก็คือสื่อบันเทิงตอนนั้นกำลังพุ่งเป้าไปที่เด็กๆ แต่ก็ทำให้ผู้ใหญ่สนใจที่จะดูด้วย
PG : สภาพแบบนั้นช่วยให้วัฒนธรรมโอตาคุแพร่กระจายไปได้ทั่วโลกง่ายขึ้น?
OT : ใช่ สิ่งหนึ่งที่จำเป็นสำหรับการแพร่กระจายของวัฒนธรรมโอตาคุคือความสนใจในอนิเมะที่ดึงดูดผู้คนยามที่พวกเขาได้พบมัน แต่สิ่งที่สำคัญคือ เด็กที่โตขึ้นมามักจะมีค่าขนมและอิสระที่จะซื้อของตามต้องการได้ ในฝรั่งเศสการที่มีผู้หยิบยกเรื่องของวัฒนธรรมโอตาคุขึ้นมาก็เพราะว่าพ่อแม่มักปล่อยให้ลูกๆอยู่กับปู่ย่าตายาย วึ่งนั่นทำให้พวกเขามีอิสระในการซื้อของมากกว่า เมื่อพวกเขากลายเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัย พวกเขาก็จะยังคงชอบอนิเมะและมังงะ และชอบต่อไปจนโตเป็นผู้ใหญ่ นั่นล่ะเป็นพื้นฐานของวัฒนธรรมโอตาคุ
PG : ความหมายจริงๆของโอตาคุนั้นจะเป็นยังไง?
OT : โอตาคุนั้นเป็นคนที่เก่งกว่าคนทั่วๆไป แต่เลือกที่จะใช้ความสามารถของเขากับงานอดิเรกที่เขาชอบ มันไม่ใช่การปฏิเสธสิ่งอื่นๆแล้วกลับไปเป็นเด็ก เพราะเรื่องที่พวกเขาทำไม่ใช่เรื่องที่ทำได้เฉพาะเด็กๆ โอตาคุไม่ใช่พวกขี้แพ้หรือเข้าใจเฉพาะเรื่องของเด็กๆ พวกเขาสามารถเข้าใจวัฒนธรรมชั้นสูงอย่างงานศิลปะที่ยอดเยี่ยมได้เช่นกัน แต่เขาก็ยังยืนยันว่าอนิเมะและมังงะยังไงก็ดีกว่า นั่นล่ะโอตาคุ
PG : คุณบอกว่าโอตาคุนั้นเคยหายไปแล้ว คุณหมายความว่าอย่างไร?
OT : ในแรกเริ่มนั้นโอตาคุจะมีความสนใจในหลายๆด้าน ตัวอย่างเช่น ผมชอบมังงะ แต่ผมก็รู้เรื่องอนิเมะด้วย ในอีกความหมายหนึ่ง โอตาคุไม่มีขีดจำกัดอยู่แค่ด้านเดียว แต่สามารถที่จะซึมซับความรู้และแบ่งปันมันกับโอตาคุด้านอื่นๆได้ทั้งหมด แต่ตอนนี้จำนวนของอนิเมะ มังงะ และเกมส์เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แสดงให้เห็นว่ากำลังเล็งเป็นพิเศษไปที่โอตาคุด้านไหนบ้าง มันเคยเป็นของสำหรับเด็กที่ผู้ใหญ่ก็สามารถสนุกได้ด้วย แต่เวลาที่ผ่านไปซอร์ฟแวร์ต่างๆทำให้มีเพียงโอตาคุเท่านั้นที่จะเล่นสนุกได้ อย่างเช่นพอตัวละครน่ารักๆที่เราเรียกกันว่า ตัวละครโมเอะ ปรากฎขึ้น คนธรรมดาก็จะเลิกดูเพราะหวาดกลัวคำนินทาจากสังคม มีเพียงโอตาคุเท่านั้นที่ยังเห็นคุณค่ากับสิ่งเหล่านี้ และยังสามารถพูดถึงความโมเอะกับคนอื่นที่เข้าใจได้เท่านั้น นานเข้าๆสิ่งที่เข้าใจกันระหว่างโอตาคุนี้จะทำให้สังคมแบ่งแยกความเข้าใจแบบนั้นออกไป ถ้าเกิดมีคนที่คิดว่า"ผมไม่เข้าใจโอตาคุพวกนี้เลย พวกเขาดูแตกต่างจากเรา"นั่นจะเป็นการแสดงความแบ่งแยกอย่างออกนอกหน้า ผมมักจะใช้อเมริกาเป็นตัวอย่าง เพราะอเมริกามีหลายเชื้อชาติ หลายที่มาและหลายความเชื่อ แต่พวกเขาก็ระลึกเสมอว่ามีบางสื่งที่เชื่อมพวกเขาเข้าด้วยกัน ซึ่งคือความเป็นอเมริกัน มันก็เหมือนกับเรื่องของโอตาคุตอนนี้เลย ความหลากหลายและความสนใจในหลายๆด้านควรจะมาเชื่อมต่อกันด้วยความคิดที่เป็นเป็นกลาง แต่ว่าเราก็ขาดสิ่งนี้ไป เหลือเป็นแค่กลุ่มๆหลายๆสาย ผมไม่ได้บอกว่าโอตาคุและสิ่งที่พวกเขาทำในปัจจุบันนั้นแย่ -ไม่เลย- แค่บางสิ่งที่เราเคยได้ร่วมแบ่งปันนั้นถูกโยนทิ้งไป ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะไม่ใช่โอตาคุ หรือไม่มีโอตาคุเหลืออยู่ แต่ถ้าจะให้ใช้คำว่ามาเนีย(mania) มันก็ดูจะหมายถึงคนที่สนใจแค่เรื่องๆเดียวของตัวเองมากไป
PG : จากที่รู้มา คิดว่าความแตกต่างของมาเนียกับโอตาคุคืออะไร?
OT : ในภาพรวมตอนนี้ ผมใช้คำว่า"โอตาคุ"บอกถึงคนที่มีความรู้ในเรื่องทั่วๆไปและสามารถแบ่งปันกับเรื่องอื่นๆได้ตลอดเวลา อย่างคนที่สะสมรองเท้าทุกประเภท และสนใจเรื่องรองเท้าใหม่ๆเสมอ ก็คือโอตาคุผู้รู้เรื่องรองเท้า และมาเนียคือคนที่ยึดถือกับสิ่งๆเดียวเป็นหลักที่ทำให้พวกเขาไม่คิดจะสนใจอย่างอื่นอีกเลย อย่างเช่น คนที่ชอบสะสมรองเท้า แต่จะสะสมเฉพาะรองเท้าบูทเท่านั้น ก็จะเป็นบูทมาเนีย
PG : มีอะไรอีกมั้ยที่จะบอกเกี่ยวกับวัฒนธรรมโอตาคุในปัจจุบัน?
OT : มันกึ่งๆจะหายไปแล้ว (ผู้แต่งใช้คำว่า midst of disappearing) ตอนนี้มีเพียงไม่กี่คนที่จะออกไปพบปะเพื่อนข้างนอกเพื่อแบ่งปันความรู้ในเรื่องของโอตาคุ อินเตอร์เน็ตนั้นก็มีส่วนในเรื่องนี้มากเพราะมันทำให้การแลกเปลี่ยนข้อมูลทำได้ง่ายขึ้น คนจึงชอบค้นหาข้อมูลแต่ในด้านที่ตนเองสนใจเท่านั้น คบกับคนที่ชอบอะไรเหมือนๆกันและเอาแบบอย่างกัน ถ้าคุณอยากจะพูดถึงตัวละครที่โมเอะสักตัว มันก็ต้องมีสักคนที่คุณจะคุยกับเขาได้อยุ่ในสังคมข้างนอกนั้นแน่นอน มันก็เป็นเหมือนกันทั้งโลกครับ ไม่จำเป็นว่าคุณจะต้องพูดถึงแต่เรื่องๆเดียวกับคนอื่นเสมอไป
PG : แล้วในต่างประเทศล่ะ คิดว่าพวกเขาเป็นมาเนียหรือโอตาคุ?
OT : ผู้คนในต่างประเทศยังคงเชื่อว่ามีอีกหลายสิ่งเกี่ยวกับญี่ปุ่นที่พวกเขาควรเรียนรู้และควรซึมซับมันให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ดังนั้นจริงๆแล้วชาวต่างชาติยังจะดูเป็นโอตาคุมากกว่าคนญี่ปุ่นในตอนนี้เสียอีก(ขนาดนั้นเชียวรึ?) พวกเขาได้เห็นความเป็นอยุ่แปลกๆในอนิเมะและมังงะ พวกเขาเลยมีความอยากรู้เกี่ยวกับ kotatsu (โต๊ะนั่งอุ่นขาที่คนญี่ปุ่นใช้ในฤดูหนาว) ,bento (ข้าวกล่อง) และการทัศนศึกษาของเด็กมัธยมต้น ความต้องการที่จะเรียนรู้นี้เป็นโอตาคุอย่างยิ่ง โอตาคุญี่ปุ่นนั้นต้องการที่จะสนุกกับวันพรุ่งนี้ให้เหมือนกับที่สนุกอย่างวันนี้ ในญี่ปุ่นโอตาคุที่แท้จริงนั้นอาจจะหายไปก็ได้ แต่สินค้าของโอตาคุนั้นจะยังคงอยู่ ในต่างประเทศนั้นอาจจะหาของพวกนี้ยาก แต่ความเป็นโอตาคุนั้นเต็มเปี่ยม
PG : อนาคตของโอตาคุนั้นจะเป็นอย่างไร?
OT : ในญี่ปุ่นนั้นคนที่คิดจะทำอะไรใหม่ๆกำลังลดลง แต่ผู้คนที่ชอบเข้าถึงอะไรง่ายๆกำลังเพิ่มขึ้น พวกเขาดาวน์โหลดและเข้าชมรายการทีวีต่างๆฟรีทาง Youtube พวกเขาคิดว่าการทำแบบนั้นมากๆเป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้ว ซึ่งมันก็เป็นการคิดอย่างเห็นแก่ตัว วัฒนธรรมทั่วๆไปที่เราได้รับการสนับสนุนจากคนดูกำลังขาดไป มันเหมือนกับคุณสามารถทำให้สินค้าหายไปจากตลาดได้โดยที่คุณไม่ต้องจ่ายเงิน ซึ่งค่อนข้างแย่ ชาวต่างประเทศที่กระตือรือร้นที่จะเรียนรู้และค้นหาจึงควรที่จะเติบโตมาเป็นโอตาคุมากกว่า
PG : นี่คงไม่ใช่สาเหตุที่ทำให้คุณสร้างเครือข่ายในวงการโดจินชิและทำให้มันกลายเป็นส่วนหนึ่งของงานโคมิเก็ตใช่มั้ย?
OT : ใช่ ดูเหมือนว่ายังคงมีโอตาคุที่ใช้ได้อยู่ ญี่ปุ่นนั้นมีที่เหมาะสมเล็กๆที่ผู้คนสามารถมารวมตัวกันที่โตเกียวเพื่อซื้อขายของและเรียนรู้สิ่งต่างๆจากคนอื่นๆได้ แต่ในอเมริกา คุณคงไม่สามารถเดินทางไปทั่วประเทศเพื่อที่จะขายโดจินชิเล็กๆน้อยๆและพบปะกับเพื่อนได้แบบนี้
PG : มันจะกลับไปเหมือนวันคืนเมื่อครั้งของ Gainax (Gainax days) ได้อย่างไร?
OT : เมื่อก่อนโอตาคุจะชอบดูอนิเมะและอยากสร้างอนิเมะ เขาจึงเล่าเรียนเทคนิคต่างๆและเพียรพยายามศึกษาจดจำไว้ แต่ตอนนี้ผมพูดได้ว่ามีคนมากมายชอบอนิเมะแต่ไม่มีใครอยากสร้างอีกแล้ว 20 ปีมาแล้วที่ผู้สร้างอนิเมะถูกแทนที่ความต้องการในการสร้างของตนเองด้วยเรตติ้งจากผู้ชม พวกเขาจึงไม่อยากกลับไปอยู่ที่จุดนั้นอีกแล้ว ตอนนี้คนทั้งหมดนั้นทำงานอยู่ที่ต่างประเทศ(อย่างเช่น Macross Frontier ที่มีส่วนในการสร้างจากประเทศไทย) คิดว่ามีผู้สร้างอนิเมะในญี่ปุ่นที่อยู่ในวัย 20 บ้างมั้ย? ส่วนใหญ่ก็อายุมากแล้วทั้งนั้นอย่าง มิยาซากิ ฮายาโอะ, โอชิอิ มาโมรุ, โทมิโนะ โยชิยูกิ ล้วนอายุ 50-60 ปีแล้วและได้รับการเรียกว่าอาจารย์ ต่ำกว่านั้นคนที่เข้าใจในอนิเมะอย่าง อันโนะ ฮิเดอากิ(ผู้สร้าง Neon Genesis Evangelion) ก็อายุ 40 ปีแล้ว ไม่มีใครที่ผมจะบอกชื่อได้เลยในช่วงอายุ 20-30 ปี เพราะว่าช่วงอายุที่ผมนึกออกคงมาถึงขีดจำกัดแล้ว อนิเมะในญี่ปุ่นอาจจะหายไปใน 20 ปีข้างหน้าก็ได้
PG : ดูเหมือนอะไรหลายๆอย่างจะไปอยู่ที่ต่างประเทศสินะ? คุณมองผู้สร้างภาพยนตร์คนไหนไว้บ้างหรือเปล่า?
OT : John Lassetor ผู้สร้าง Cars หรือ Peter Jackson ผู้สร้าง Lord of the Rings และ King Kong ผมได้กลิ่นความเป็นโอตาคุจากคนเหล่านี้(ผู้แต่งใช้คำว่า can really smell จริงๆนะ) แน่นอนว่า Steven Spielberg ที่สร้างภาพยนตร์อย่าง Interstellar เกี่ยวกับการเดินทางออกสู่อวกาศครั้งแรกของมนุษยชาติก็ใช่ ถ้าเขาทำแบบนั้นได้แล้วล่ะก็ ผมรู้สึกว่าเขาน่าจะมาอยู่เป็นพวกเดียวกันกับเราได้ (ผู้แต่งใช้คำว่า return to our side of the fence = เป็นสำนวนว่า ข้ามรั้วมาอยู่ฝ่งเดียวกับเรา)
ผมเคยได้ดูอนิเมะ "Otaku no Video" จากค่าย Gainax ของเขาที่เคยสร้างไว้เมื่อตั้งแต่ Gainax ยุคแรกๆ(หาดูในปัจจุบันยากดี กว่าจะได้ก็เกือบจะลืมหาไปเลย) ต้องยอมรับว่ามันมีอะไรหลายๆอย่างที่ถูกนำมาจากอนิเมะและมังงะเรื่องอื่นๆอยู่มาก เพราะเป็นการนำเอาปัจจัยหลายๆของสิ่งที่กำลังดังในปีนั้นๆมายำรวมกันเป็นเรื่องๆเดียว สำหรับคนที่รู้จักในเรื่องปลีกย่อยๆที่เขาได้นำมาไว้ในอนิเมะนั้นจะรู้สึกประหลาดใจ และอาจขำได้ในเวลาเดียวกัน แน่นอนว่าถ้าเทียบกับภาพยนตร์ในปัจจุบันนี้มันก็เหมือนกับ Scary Movie หรือ Superheroes Movie ที่เอาโน่นเอานี่มาผูกกันเป็นเรื่องเดียว ใส่มุข ใส่แก๊กเข้าไป มันเหมือนเราได้เห็นตัวละครตัวหนึ่งในอีกมุมมองหนึ่งที่ดูแปลกดี ผมจำได้ว่าเพลง Opening ของ Otaku no Video นั้นชื่อว่า "Tatakae! Otaking" (สู้เขา! โอตาคิง) ซึ่งผมว่าเนื้อหาในเพลงนั้นมันพูดถึงตัวโอคาดะ โทชิโอะเต็มๆเลยล่ะ ผมไม่แปลกใจเลยที่ทำไมตอนนั้นถึงได้มีคนเรียกกันว่า "Gainax Days" เพราะค่ายนี้สร้างผลงานเจ๋งๆแบบนี้นี่เอง
ภาพหน้าปกของ Otaku no Video
Ofukai = เจอกันแบบออฟไลน์ เป็นการพบปะกันของคนที่เคยออนไลน์ด้วยกันประจำ สำหรับโอตาคุแล้วมักจะไปพบกันที่งานอีเวนท์ต่างๆเป็นหลัก (ผมทำบ่อย)
Osanajimi = เพื่อนสมัยเด็ก เป็นความสัมพันธ์ใกล้ชิดในระดับที่สามารถสนิทสนมกันได้ง่าย มักจะถูกใช้ในมุมมองของความโรแมนติก (ไอ้ที่เรียกว่า โมเอะเพื่อนสมัยเด็กใน ยามาโมโต้ น่ะ)
Otagei = คำผสมของ "Otaku" และ "geinou = ศิลปะ" ใช้สื่อความหมายถึงโอตาคุที่เป็นแฟนคลับของไอดอลและมักจะร้องหรือเต้นตามเวลาที่ไอดอลแสดง
โอทาเงะในงานแสดงของ ซากุรางาวะ ฮิเมโกะ ทั้งร้องทั้งเต้น ในประเทศไทยพบได้บ่อยๆตามงาน Cover โดยเฉพาะกองเชียร์ของกลุ่มที่ Cover Berryz Kobo เต้นเก่งมากๆ (อาจจะมากกว่าบนเวทีด้วย)
Otapple = มาจากคำว่า Otaku+couple หมายถึงคู่รักที่เกิดจากการคบกันของโอตาคุและฟุโจชิ(โอตาคุชายและหญิง) อาจจะเพราะเข้าใจกันได้ง่ายนั่นเอง
Otemba = ทอมบอย เด็กผู้หญิงที่ค่อนข้างหยาบกระด้างหรือนิสัยเหมือนเด็กผู้ชาย เช่น รันม่า(หญิง) (Ranma1/2) และ รีน่า อินเวิร์ส (Slayers)
มาถึงหมวดอักษร P แล้วนะครับ ก้ไม่ยาวมากนัก ผมจะยกตัวอย่างสัก 2 คำก็แล้วกันครับ
Panchira = ภาพกระโปรงเปิด หรือเห็น กกน. มักถูกใช้ในฉากแฟนเซอวิสบ่อยๆ
เลียนแบบท่านั่งในตำนานของ อายานามิ เรย์ จากตอนที่วิ่งชนกับชินจิจนล้ม!
Purikura = ตู้ถ่ายสติ๊กเกอร์ที่สามารถถ่ายรูปของตัวเองพร้อมกับตกแต่ง เล่นสี เขียนข้อความ ลงบนสติ๊กเกอร์ได้ เป็นที่นิยมในหมู่เด็กผู้หญิงชาวญี่ปุ่นอย่างมาก อนึ่ง Purikura ย่อมาจากคำว่า Print Club
มาถึงหมวดอักษร R แล้วนะครับ คำศัพท์ก็ไม่เยอะมากเท่าไรเหมือนกัน
Race Queen = นางแบบโฆษณาและประชาสัมพันธ์ของสนามแข่งรถ มักจะเป็นหญิงสาววัยรุ่นสวมชุดว่ายน้ำ,มินิสเกิร์ต,หรือชุดรัดรูป ที่มีโลโก้ของบริษัทหรือค่ายรถแข่ง ปกติมีหน้าที่กางร่มให้นักแข่งรถหลังจากแข่งเสร็จ และก็อาจเป็นจุดสนใจของตากล้องด้วยเช่นกัน
อายาคาวะ ยุนมาโอะ (ที่ผมเคยลงบทสัมภาษณ์ไว้ในเอนทรี่ตอนที่ 1) ในชุด Racing Queen ที่เธอเคยบอกไว้
Reiyaa = (Layer) คำย่อของ "Cosplayer" เป็นคำที่คนทั่วไปที่ชอบคอสเพลย์ใช้เรียกเพื่อทำให้ดูกระชับขึ้น
มาถึงหมวดอักษร S แล้วนะครับ บางหมวดคำที่น่าสนใจก็ไม่ค่อยเยอะน่ะนะ
Sarariman = (Salary man) มนุษย์เงินเดือน คนที่ทำงานโดยสวมสูทผูกเน็คไท เป็นทาสของหน่วยงาน(ผู้แต่งใช้คำว่า Slaves = ทาส)ที่มักทำงานเกินเวลาเสมอ(overtime)จนแทบจะเรียกได้ว่าตายคางาน ส่วนใหญ่ชอบดื่มเหล้าและจะพบเห็นทั่วไปตามรถไฟขากลับ ซาลารี่แมนที่ทำงานหนักและชอบออกไปโลดแล่นในตอนกลางคืน(ตามเมดคาเฟ่และอื่นๆ)ก็จะเรียกว่า Otariman (Otaku+Sarariman)
ประมาณนี้แหละ
Seichi junrei = สถานที่ในจินตนาการ สำหรับโอตาคุแล้วสถานที่ๆเคยปรากฎในอนิเมะและมังงะที่มีพื้นฐานมาจากสถานที่จริงๆ โอตาคุจะเรียกว่า "สถานที่ศักดิ์สิทธิ์" (ผู้แต่งใช้คำว่า holy sites) สถานที่ๆมีชื่อเสียงอย่างเช่น นิชิโนมิยะในจังหวัดเฮียวโกจากเรื่องฮารุฮิ หรือจังหวัดไซตามะจากเรื่อง Lucky Star, เขตอาซาบุในโตเกียวจากเรื่องเซเลอร์มูน หรือเซนไดในจังหวัดมิยางิจากเรื่อง JoJo หรือแม้แต่เขตโคคุบุนจิและฟุชูในโตเกียวจากเรื่อง School Days ในบางที่อาจมีโอตาคุมรวมตัวกันเพื่อจัดงานฉลอง(Matsuri)ให้กับเรื่องนั้นๆด้วย
Seichi junrei ของ Lucky star ที่กำลังจัดงานฉลอง(Matsuri)อยู่
เอนทรี่นี้อุตลุตมาหลายหมวดอักษรเลยทีเดียว ความจริงผมก็ไม่อยากข้ามมากนักหรอกครับ แต่เพราะว่าหลายคำนั้น มีความหมายคล้ายกันซะเยอะ ผมก็เลยคิดว่า พยายามเอาพวกนั้นออกไปดีกว่า หรือแม้แต่ชื่อบางอย่างที่เป็นสถานที่อย่าง ชิบูย่า หรือคำศัพท์จากต่างประเทศคิดว่าหลายๆคนอาจจะพอเข้าใจอยู่แล้วนะครับ
ในเอนทรี่หน้านั้นถ้าเขียนได้ยาวพอ ก็จะมีบทสัมภาษณ์สุดท้ายของหนังสือเล่มนี้ครับ เธอเป็นอาชีพที่คนญี่ปุ่นเรียกว่า Talent ถ้าเทียบกับบ้านเราแล้วก็เป็นนางแบบ(ไฮโซด้วย) และพิธีกรทีวีต่างๆนั่นเองครับ เธอจะมาเกี่ยวข้องอะไรกับหนังสือเล่มนี้กันหว่า(อาชีพแบบนั้นเนี่ยนะ?)
พบกันเอนทรี่หน้าครับ ^^/
#1 By MyRainyWorld on 2009-08-14 23:44