เอนทรี่นี้จะเริ่มจากหมวด G นะครับ มีคำศัพท์ที่น่าสนใจมานำเสนอเช่นเคยครับ

Gakushu manga = มังงะที่ใช้เพื่อการศึกษา สื่อการสอนที่ประกอบด้วยรูปภาพ อย่างเช่นหนังสือแบบเรียน

Garage kit = โมเดลที่วางจำหน่ายเป็นชิ้นๆ(มักจะมาเป็นแผงให้ลูกค้าต่อเอง เช่น กันพลา) มักจะทำจากเรซิ่น(resin) มีความยากในการต่อแต่ก็เป็นที่นิยมในหมู่ผู้ชื่นชอบการต่อเป็นงานอดิเรก

ภาพขั้นตอนการทำ Garage kit ของ Bome ที่ผมเคยลงบทสัมภาษณ์ไปในคราวที่แล้วครับ (เรียงจากซ้ายไปขวา)

1. ปั้นแบบ

2. แยกชิ้นส่วน

3. ทำชิ้นส่วนที่เป็นซิลิกอน(ใช้ในส่วนที่ต้องการความแข็งแรง และรับน้ำหนัก เช่น ขาหรืออาวุธ)

4. ขัดเกลา และทำความสะอาดด้วยเครื่องจักร

5. จัดเรียง แยกประเภท

6. จัดเรียง และแยกผลงานออกเป็นตัวๆ ในครั้งสุดท้าย

7. ลงสีด้วยความชำนาญ

Geek out = ปลดปล่อยท่าทางและการพูดจา ในลักษณะใส่อารมณ์สุดๆในเรื่องที่กำลงพูดกัน คำนี้เป็นคำที่คนยุโรปมักจะใช้ ในความหมายเดียวกับการสนทนาแบบโอตาคุ (otaku talk)

โมเอะซังบอกว่า "ฉันรู้นะว่าคุณเองก็อยากจะ Geek out บ้างเหมือนกัน"

ขอโทษนะครับคุณน้อง.. ผม Geek out ตลอดเวลาอยู่แล้วครั่บ :)

Gekiga = ภาพที่มีลักษณะดราม่า อาจเหมาะสำหรับผู้ใหญ่มากกว่าเด็ก เช่น อนิเมะเรื่อง Ashita no Joe(ชื่อไทย โจสิงห์สังเวียน) ในฉากการต่อสู้ที่ดุดัน ฉากชีวิตอันรันทด อาจมีการใช้ภาพเลือด เหงื่อไหล ในลักษณะคนจรจัด หรืออาจมีการทำให้สะเทือนใจ หรืออีโรติก พบบ่อยในประเภท Sport Drama

Gender Bending = ลักษณะที่บ่งบอกถึงการแสดงออกแบบเพศตรงข้ามกับตัวเอง อาจรวมไปถึงการที่คนๆหนึ่งเปลี่ยนร่างได้ 2 เพศ(เรียกว่า Ryousei) เช่น รันม่า จากเรื่อง Ranma1/2 หรืออาจจะมี 2 บุคลิกชาย-หญิง(เรียกว่า Futanari) เช่น Utena จาก Revolutionary Girl Utena

จะขอคั่นด้วยบทสัมภาษณ์ของสาวน้อยโอตาคุที่ชื่นชอบเกม 8 บิตเป็นชีวิตจิตใจครับ ลองอ่านดูนะครับ

บทสัมภาษณ์ : อันโนะ ฮารุนะ

ความเกี่ยวข้องกับวงการ : เป็นไอดอลและเกมเมอร์ตัวยง เล่นเกมส์วันละ 8 ชม. และรู้จักกันดีในวงการว่าชอบเล่นเกมส์แบบรวดเดียวได้นานสูงสุด 36 ชม.

ข้อมูลของเจ้าตัว : ลือกันว่าเจ้าตัวเป็นเซียนเกม Street Fighter II จนได้กลายเป็นคาแรคเตอร์พิเศษในเกม Street Fighter Online นอกจากนี้เธอยังได้รับเลือกจาก Konami ให้ถ่ายแบบ(Gravia)ประกอบเกมส์ Metal Gear Solid 4 โดยมีภาพของเธอปรากฎภายในเกมส์ด้วย(อยู่บนกับดักที่Snakeพบ) ว่ากันว่าห้องของเธอสะสมเกมส์เก่าๆ(Retro game = เกมกราฟฟิคในยุค8บิต)แทบทั้งหมดที่มีขายในญี่ปุ่นกว่า 1,000 เกมส์ซึ่งคิดเป็นมูลค่ามากกว่า 100,000 ดอลล่าร์ทีเดียว

PG : คุณเริ่มเล่นเกมส์ตั้งแต่เมื่อไร?

AH (คำย่อของอันโนะ ฮารุนะ) : ฉันเริ่มเล่นเกมส์ตั้งแต่อายุ 15 ปี ตั้งแต่ที่ฉันย้ายจากคุมาโมโตะมาโตเกียวเพื่อที่จะเป็นไอดอล ที่บ้านเกิดของฉันไม่มีเกมเซ็นเตอร์หรือแม้แต่โรงภาพยนตร์ ดังนั้นฉันจึงตกหลุมรักเกมส์ทันทีที่ฉันได้สัมผัสมัน

PG : คุณเป็นที่รู้จักว่าเป็นนักเล่นเกมส์เก่าๆ คุณเริ่มตรงจุดนี้มาได้อย่างไร?

 AH : ตอนที่ฉันมาถึงโตเกียวฉันได้เล่นแค่เครื่องคอนโซล Famicom ของนินเทนโดและ Game Watch(ไม่มีขายในไทย) แต่ฉันก็คิดว่ามันสนุกมาก ตอนนั้นฉันมักจะยุ่งอยู่กับการถ่ายแบบลงปก DVD ในฐานะไอดอล ก็เลยไม่มีเวลาเล่นมากนัก จนตอนอายุ 18 ปี ฉันถึงได้มีเวลาเล่นเกมส์ประมาณ 10 ชม.ต่อวัน เมื่อฉันรู้เรื่องเกมส์มากขึ้น ก็เริ่มวาดแผนที่ในเกมส์ด้วยตัวเอง ลองปั้นแบบของมอนสเตอร์ที่เจอบ้าง... และเพราะว่าฉันเกิดมาในยุคของเครื่อง Nintendo 64 ก็เลยไม่ค่อยรู้เรื่องของเกมส์ก่อนหน้านี้เท่าไร ฉันก็เลยเริ่มเล่นเกมส์เก่าๆพวกนี้เพื่อที่จะศึกษามัน ฉันได้เข้าใจถึงอุตสาหกรรมเกมส์ และเข้าใจว่าฉันยังไม่ได้รู้จักเกมส์จริงๆจนกระทั่งได้รู้ถึงรากฐานและการผลิตของมัน

PG : ตอนนี้คุณก็เป็นที่รู้จักในฐานะนักเล่นเกมส์เก่าๆแล้ว คุณรู้สึกยังไงบ้าง?

AH : การเล่นเกมส์เป็นลักษณะของการสื่อสาร และเพราะว่าฉันชอบเล่นเกมส์เก่าๆ แฟนๆของฉันจึงเป็นคนวัย 30 ในยุค Famicom เวลาที่ฉันอยู่กับพวกเขา พวกเขาบอกถึงความรู้สึกว่าเขารู้สึกลำบากใจแค่ไหนที่ตอนนี้ราคาเกมส์เก่าๆบางเกมส์พุ่งไปเป็นราวร้อยๆดอลล่าร์เข้าไปแล้ว(เพราะตอนนี้มันหายาก) บอกถึงการหาความลับ หาสูตรต่างๆที่ภายในเกมส์สมัยก่อนมีบ่อยๆ และแลกเปลี่ยนเกมส์เล่นกัน มันทำให้ฉันรู้สึกว่าตัวเองเหมือนกับตัวละคร 8 บิต ที่ยังไม่สมบูรณ์แบบ คุณต้องมีจินตนาการอย่างมากเพื่อที่จะทำให้ตัวละครของคุณมีชีวิตชีวาได้

PG : เครื่องคอนโซลที่คุณชอบที่สุดคือแบบไหน?

AH : Game Watch! เพราะมันเป็นแบบที่เรียบง่ายๆ มีแค่ 2 ปุ่มเท่านั้น! นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมฉันถึงได้ชอบมัน เพราะทุกคนสามารถที่จะสนุกกับมันได้อย่างง่ายๆ

PG : คุณเป็นโอตาคุหรือเปล่า?

AH : อืม ฉันก็คิดว่ายังงั้นแหละ ฉันเองก็ไม่เคยคิดถึงเรื่องนี้มาก่อนจนกระทั่งมีคนมาบอกฉันแบบนั้น ถ้าเทียบกับคนธรรมดาแล้วฉันก็เป็นโอตาคุแน่ๆ เพราะโอตาคุเป็นคนที่มุ่งมั่นกับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง และยึดติดกับมันเป็นเวลานานๆ เช่นกันนั้น ถ้าเป็นเรื่องเกมส์ พวกเขาจะไม่ใช่แค่เล่นมัน แต่จะเปลี่ยนเป็นนำมาปรับใช้กับชีวิตจริง นำไปใช้ในการทำงานหรืองานอดิเรกหรืออะไรก็ได้

PG : คุณเห็นข้อแตกต่างระหว่าง โอตาคุเรื่องเกมส์(game otaku)กับนักเล่นเกมส์(gamers) บ้างมั้ย?

AH : ค่ะ นักเล่นเกมส์นั้นจะยึดจุดประสงค์หลักในการหาหรือสร้างกลุ่มพรรคพวกให้เพิ่มขึ้น มักจะไหลไปตามกระแสสังคมเป็นหลัก เหมือนกับเวลาที่พวกเขาพบกับคนที่ไม่รู้เรื่องเกมส์ เขาจะใช้คำอธิบายแบบพื้นๆเพื่อให้เข้าใจได้ง่าย แต่กับโอตาคุแล้วเขาจะมีความรู้ที่ลึกกว่านั้น เขาอาจจะไม่สามารถอธิบายกับใครได้บ่อยๆ เพราะว่าคำอธิบายค่อนข้างเจาะลึกและละเอียดกว่า คนที่ฟังได้แค่แบบพื้นๆก็อาจจะไม่เข้าใจ

PG : คุณคิดว่าชาวต่างชาติแยกแยะความแตกต่างของโอตาคุกับนักเล่นเกมส์ได้มั้ย?

AH : ไม่ค่ะ ฉันคิดว่าเรื่องนี้รู้เฉพาะในญี่ปุ่นเท่านั้น สื่อส่วนใหญ่ชอบทำให้เกิดความเข้าใจผิด เหมือนเวลาที่เกิดอาชญากรรมร้ายแรง เขาก็จะโทษว่าคนที่ทำนั้นเป็นโอตาคุไม่ก็นักเล่นเกมส์ เหมือนกับจะทำให้ภาพพจน์ของคนเหล่านี้ดูเหมือนเป็นพวกเก็บตัวและไม่ชอบติดต่อกับคนอื่น หรือสื่อสารกับใครไม่เป็น ฉันคิดว่าเราไม่ควรจะไปยุ่งกับธรรมชาติของการที่มีงานอดิเรกแบบนั้น มันทำให้ฉันรู้สึกอึดอัด สำหรับฉันแล้วเกมส์นั้นน่าหลงไหลและเจ๋งสุดๆ ฉันต้องการแสดงให้ทุกคนเห็นว่าเกมส์ไม่ใช่เรื่องที่ทำอยู่คนเดียวในห้องมืดๆสกปรกๆ อยากแสดงให้เห็นว่าเด็กผู้หญิงอย่างฉันก็สามารถเล่นเกมส์ได้ไม่ต่างกับคนอื่นๆ ญี่ปุ่นได้สร้างคนรักเกมส์ขึ้นมาทั่วโลกแล้ว แต่ตอนนี้เรากลับมีสื่อด้านลบ(ผู้แต่งใช้คำว่า negative stereotypes = สื่อที่ใช้การแพร่กระจายเสียงในแง่ลบ)และนักเล่นเกมส์ที่ขาดความหลงไหล ขาดความเป็นมืออาชีพ(ผู้แต่งใช้คำว่า losing out to passionate and profession gamers)อยู่ทั่วไปในเกาหลี และยุโรป ผลก็คือทำให้ตอนนี้ขาดนักเล่นเกมส์ที่จะคิดอย่างมีวิจารณญาณ

PG : แต่คุณคิดบ้างมั้ยว่า ภาพพจน์ของนักเล่นเกมส์นั้นมันเปลี่ยนไป และคนที่เล่น Multi-Player RPG(ในที่นี้หมายถึงเกมส์ออนไลน์)ก็ดูจะมีความสุขดีกับสังคมออนไลน์นี่?

AH : แต่นั่นมันเกมส์ออนไลน์ใช่มั้ย? ในทุกวันนี้มีเกมส์มากมายที่สามารถเล่นได้โดยที่ไม่ต้องเห็นหน้าพวกเขา ฉันกำลังหมายความว่ามีคนจำนวนมากที่ไม่คิดว่าผู้เล่นคนอื่นเป็นคนเหมือนกัน เวลาที่คุณออนไลน์เข้าไป คุณอาจจะเจอคนพูดคำแย่ๆที่คุณไม่อาจได้ยินเวลาอยู่ต่อหน้าก็ได้ แค่เกมส์ออนไลน์เล่นด้วยกันได้ ไม่ได้หมายความว่าจะทำให้สื่อสารจนเข้าใจกันและกันได้อย่างถ่องแท้ ดังนั้นการคุยกันแบบ offline (นอกระบบออนไลน์ = คุยกันแบบตัวเป็นๆ) จึงต่างกันอย่างสิ้นเชิง

PG : คุณคิดอย่างไรกับความนิยมของเกมส์ในกลุ่มคนที่เล่นเป็นบางเวลา(light gamers = นักเล่นเกมส์ที่เล่นน้อยๆครั้ง หรือนานๆเล่นที)?

AH : คนที่เล่นเกมส์บางเวลา ที่รวมไปถึงผู้หญิงกับคนชรานั้นเพิ่มขึ้นมากในช่วงยุค Nintendo DS Lite รวมไปถึงคนในวัยเรียนด้วย เพราะพ่อแม่ปล่อยให้ลูกๆเล่นเกมส์ได้ พวกเรานั้นอยู่ในยุคและประเทศที่ทุกคนจะเล่นเกมส์ได้ แต่การเล่นได้ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะมีกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งมาเป็นเพื่อนทันที พ่อแม่จึงให้ลูกๆเล่นเกมส์ แต่ที่สำคัญไม่ใช่แค่เล่นเฉยๆ แต่ต้องรับเอาประโยชน์มาด้วย เช่น ใช้มันสร้างการคบเพื่อนใหม่หรือสร้างไอเดียใหม่ๆไปใช้ในการสร้างเกมส์ของตัวเองในภายหน้า

PG : คุณคิดว่าเกมส์ในญี่ปุ่นควรมีการเปลี่ยนแปลงอะไรมั้ย?

AH : เดิมทีแล้วคนส่วนใหญ่จะสนใจในกราฟฟิคของเกมส์ เมื่อเกมส์วางขายคนก็จะพูดถึงมันว่าดูดีอย่างไรหรือมีฉากที่น่าสนใจมั้ย มันเหมือนดูภาพยนตร์ คุณไม่ได้เล่นจริงๆจังๆ บางทีฉากพวกนั้นอาจทำให้เสียเวลาด้วย ปัจจัยที่จะทำให้ชำนาญเกมส์ได้มันเสียไป ซึ่งไม่เหมือนกับเกมส์เก่าๆที่คุณต้องฝึกฝน หาวิธีเล่น แล้วผู้เล่นก็จะมีการพัฒนาขึ้นๆ

PG : คุณคิดว่าเกมส์มันเสียประเด็นหลักไปใช่มั้ย?

AH : ฉันก็ไม่รู้นะ แต่เมื่อก่อนตอนที่มีเกมส์เกิดขึ้นครั้งแรก ผู้คนเล่นมันเพราะมันเป็นของใหม่ แต่ตอนนี้ แม้แต่เด็กยังรู้เรื่องเกมส์แล้ว ฉันคิดว่านี่เป็นจุดสำคัญที่เปลี่ยนไป ความรู้สึกที่ได้พบเกมส์ใหม่ๆถูกแทนที่ด้วยการเติบโตและความรวดเร็วในการผลิตเกมส์ ผู้คนคาดหวังกับคุณภาพเกมส์ที่สูง ดังนั้นบริษัทจึงไม่ได้ทำอะไรใหม่ๆนอกจากยังคงอยู่กับการผลิตเกมส์ที่เรียกกันว่า เกมดี กราฟฟิคดี ไม่มีบั๊ก ฉันจึงคิดว่ามันออกจะเกินไป และไม่คิดว่าเรื่องแบบนี้มันจะเป็นการเปลี่ยนแปลงแค่ชั่วคราว ตอนนี้ผู้คนอยู่กับเรื่องแบบนี้ไปแล้ว และบริษัทเองก็ไม่ต้องการแบกรับความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นจากผู้ซื้อด้วย

PG : คิดว่าการผลิตเกมส์ตอนนี้เป็นการทำตามใบสั่งใช่มั้ย?

AH : ใช่แล้ว ฉันคิดยังงั้นนะ บริษัทเกมส์เดี๋ยวนี้กลายเป็นบริษัทที่ใหญ่โตแล้วทุกสิ่งที่ทำก็ต้องทำให้ใหญ่โตเข้าไว้ 1ในสิ่งที่ดีที่สุดของยุคเกมส์เก่าคือ คนธรรมดาๆก็สามารถสร้างเกมส์ได้ ไม่ใช่มาจากการประชุมของบริษัท แต่ทำโดยผู้คนในยามว่าง ลองคิดถึงกรณีนี้นะ "มันคงรู้สึกไม่สนุกแหงๆ ถ้ามีสิ่งนี้อยู่ในเกมส์" กับอีกแบบหนึ่ง "เราอยากจะสร้างเกมส์ขึ้นมา เราจะทำยังไงกันดี?" ที่เห็นนี่คือการสร้างเกมส์โดยคนเดียวกับการสร้างเกมส์ที่มีคนเข้ามาร่วมมาก ความเห็นที่ต่างกันนั้นจะทำให้เกมส์กลายเป็นเรื่องของการตกลงร่วมกันเซ็นสัญญา (Compromise = การให้คำสัญญาร่วมกัน) บางสิ่งบางอย่างอาจจะหายไปเพราะมีสปอนเซอร์เข้ามาเกี่ยวข้อง สิ่งที่ผู้สร้างเกมส์อยากจะแสดงอาจจะตกไป (เทียบได้กับกรณีของ ชินจิ มิคามิ ผู้ออกแบบเกมส์ Bio Hazard ที่ประกาศว่าเกมส์ซีรี่ย์นี้ตั้งแต่ Bio Hazard 4 เป็นต้นผมจะไม่ยอมรับเป็นเกมส์ของผมอีกต่อไป เพราะว่าเกมส์มันได้ขาดความ Horror ตามแบบฉบับเดิมไปและกลายเป็นแอคชั่นเกมธรรมดาๆอย่างที่เห็นกัน)

PG : คิดว่าอนาคตสำหรับคุณจะเป็นยังไง?

AH : ตอนนี้ฉันอยู่ในส่วนของผู้เล่นหรือแค่งานโปรโมทเกมส์เท่านั้น แต่ฉันก็อยากจะมีส่วนร่วมในการสร้างด้วย ฉันกำลังเขียนเนื้อเรื่องของ Adventure Game อยู่ แต่มันคงยังไม่คืบหน้าจนกว่าจะถึงต้นปี 2010 นอกจากนั้นฉันเองก็ได้เขียนลงหนังสือเล่มหนึ่งที่เปิดโอกาสให้ฉันตั้งคำถามว่า"จะเกิดอะไรขึ้นถ้านักเรียนหันมาเล่นเกมส์เก่า เขาจะคิดว่ามันสนุกหรือน่าเบื่อ?"อีกด้วย เดี๋ยวนี้เกมส์เก่ากำลังจะหายไปแล้ว ฉันจึงอยากจะเดินทางไปทั่วญี่ปุ่นเพื่อค้นหาว่ามันจะมีหลงเหลืออยู่ที่ไหนบ้างมั้ย ฉันเคยคิดถึงเรื่องที่จะทำพิพิธพัณฑ์เกมส์ด้วย มันจะไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นเพราะบริษัทๆเดียว แต่มันจะเป็นประวัติศาสตร์ของเกมส์ทั้งหมด นินเทนโด แคปคอม โคนามิ ทั้งหมดจะอยู่ในนั้น อาจะต้องมีเวทีอยู่กลางงาน อย่างวันที่จะมีบริษัทมาเปิดตัวเกมส์ใหม่ๆ ฉันคิดว่าผู้เล่นส่วนใหญ่ขาดการเชื่อมโยงถึงเรื่องที่เคยเกิดขึ้นในอดีตและเรื่องของการเปรียบเทียบต่างๆกับปัจจุบัน นั่นเป็นเหตุผลที่บอกว่าผู้คนควรจะก้าวออกมาเพื่อที่จะรื้อฟื้นเกมส์เก่าๆ ซึ่งนั่นอาจจะเป็นสิ่งที่ทำให้บางคนได้ไอเดียใหม่ๆ ไปสร้างเกมส์ที่ยิ่งใหญ่ได้!

ภาพปกเกมส์เก่าที่อันโนะ ฮารุนะ ได้ไปถ่ายแบบลงปก

อันโนะ ฮารุนะ เปรียบเสมือนสาวน้อยช่างฝันที่เริ่มตั้งแต่การเป็นเด็กสาวจากบ้านนอก(ที่คุมาโมโตะมันก็บ้านนอกจริงๆ)เข้ามาเป็นไอดอลในกรุงโตเกียว เธอได้สัมผัสกับของเล่นที่ไม่เคยมีในบ้านเกิดของเธอนั่นก็คือวิดีโอเกมส์ ซึ่งตรงจุดนี้ผมยอมรับว่าญี่ปุ่นได้อนุรักษ์วัฒนธรรมเกมส์ไว้ได้ดีมาก Game Watch นั้นเป็นซิสเต็มเกมส์อย่างหนึ่งที่เก่ามากๆพอๆกับรุ่น Famicom และเท่าที่รู้คือไม่มีผู้นำเข้ามาในประเทศไทย(อาจจะมีคนสั่งซื้อมาก็ได้?) เธอได้สัมผัสมันและรับเอาความคลาสสิคของวงการเกมส์ที่แม้แต่คนญี่ปุ่นที่น้อยคนนักจะเข้าใจ เธอรับมันเข้าไป เข้าใจมันและอยู่กับมัน และมันจึงได้สร้างแฟนๆสร้างเพื่อน สร้างชื่อเสียงให้กับเธอกลับมา บ่อยครั้งในบทสนทนาที่เธอมักจะเสียดสีสังคม เสียดสีวงการเกมส์ในปัจุบันหรือแม้แต่พวกนิสัยแย่ๆในโลกออนไลน์ นั่นเป็นความจริงที่เห็นได้ทั่วไปในโลกนี้ อาจจะเพราะเธอเจอเข้ากับตัวหรือเพราะเธอเป็นไอดอลที่ทำงานอยู่กับค่ายเกมส์ก็ได้เธอจึงได้รู้ถึงเรื่องนี้ บทสัมภาษณ์ของเธอจึงน่าสนใจและมีความยาวมากๆจนผมไม่ย่อเนื้อความของมันลงเลย และมันจะดีมากกว่านี้ถ้าสิ่งที่เธอกำลังทำอยู่จะเป็นความจริง ผมเองก็อยากเห็นเกมส์ที่เธอกำลังวางโครง
เรื่องว่า เกมส์จากไอเดีย 8 บิตที่เธอชอบนั้นมันจะเป็นเช่นไร?

ความช่างฝันหรือช่างจินตนาการนั้นสำคัญมากสำหรับเธอ และสำคัญสำหรับผมด้วยเช่นกัน ผมเองก็มีความฝันว่าอยากจะรับเอาความรู้ของสังคมโอตาคุเข้าไปทั้งหมด แน่นอนว่าเพื่อที่จะศึกษาให้เข้าใจอย่างถ่องแท้ และมีความสุขอยู่กับการใช้ชีวิตในฐานะโอตาคุที่กำลังศึกษาภาษาญี่ปุ่นให้เพียงพอที่จะเข้าใจในอนิเมะ เกมส์ หรือแม้แต่จะไปเที่ยวญี่ปุ่นในสักวันหนึ่ง การที่ผมแปลเพื่อทำ review นี้ก็เหมือนกับผมได้อ่านไปทบทวนไปนั่นเอง หนังสือเล่มนี้จึงเหมือนไกด์บุ๊คหรือคู่มือของผมเลยทีเดียว

ต่อด้วยคำศัพท์ต่อเลยนะครับ

Gothic , Goth = ลักษณะของแฟชั่นที่มักจะมีสีดำและออกแนวคล้ายตุ๊กตา ซึ่งจะไม่ใกล้เคียงกับการแต่งกายของคน อาจจะออกแนวไปทางตุ๊กตาหรือการแต่งกายของแวมไพร์ อาจจะมีการใช้เลือดเทียมตกแต่งด้วย แต่ในปัจจุบันในย่านฮาราจุกุมักจะมีการผสมด้วยสีชมพูและสีแดงให้ดูเป็นตุ๊กตามากขึ้น ซึ่งได้รับอิทธิพลมาจากค่ายเพลง Visual-Kei

Goth - loli = คำย่อของ "Gothic" และ "Lolita" เป็นการผสมของความรู้สึกที่ดูกดดัน มืดมิดของ Gothic ในขณะที่รับเอาความอ่อนโยน และมีสีสันของ Lolita เข้าไป ลักษณะทั่วไปที่เห็นบ่อยๆคือมีสีดำกับขาว มีลูกไม้ สายรัดหรือริบบิ้น กระโปรงยาว รองเท้าหนาๆ(ส้นตึก?) มีการสวมที่คลุมผมหรือเครื่องประดับในทำนองเดียวกัน อาจจะมีร่มแบบยุโรป(Parasols = ร่มลูกไม้แบบที่นิยมใช้ในยุโรปสมัยกลาง) หรือกระเป๋าใส่เสื้อผ้าใส่เครื่องสำอาง อย่างเช่นอนิเมะ Rozen Maiden , D-Gray Man และ xxxHolic และเป็นที่นิยมอย่างรวดเร็วในญี่ปุ่นแม้ในหมู่คนที่ไม่ใช่โอตาคุ

ญี่ปุ่นมีนิตยสาร Gothic & Lolita Bible ด้วย! นี่มันคัมภีร์หรือนี่!?

Gravia = คำย่อของ Roto - Gravia เป็นรูปแบบของการพิมพ์ที่มักใช้ในปกนิตยสาร คำว่า Gravia Idol จึงหมายถึง สาวๆที่ถ่ายแบบลงปกนิตยสาร

Gunji otaku = โอตาคุทหาร แบบที่ชอบพรางตัว พรางหน้า พูดแบบทหารและชอบเล่น Paint Ball ในญี่ปุ่น อิชิบะ ชิเงรุ สมาชิกของกองกำลังป้องกันตนเอง ก็กล่าวว่าตนเองก็เป็นโอตาคุทหารเช่นกัน

Gyaru = (Gals) หญิงสาวชาวญี่ปุ่นที่ชอบแต่งตัวตามแฟชั่นต่างประเทศ กระโปรงสั้น มีเครื่องประดับชิ้นใหญ่และแวววับๆ ซึ่งจะทิ้งขนบธรรมเนียมของหญิงชาวญี่ปุ่นในสมัยก่อนไปเกือบหมด (ถ้าเป็นในไทยคงเรียกว่าพวกเด็กแนวละมั้ง)

โมเอะซังเวอร์ชั่น Gals ที่เจ้าตัวออกปากว่า เจ๋งดี (สวยอ่ะ)

Gyaruge หรือ Galge = Gal games เกมจีบสาว อย่างที่ชาวยุโรปรู้จักกันในชื่อ Simulation date game หรือ Ren - ai game อย่างที่บ้านเราเรียกกัน ผู้เล่นต้องพยายามที่จะสร้างความสัมพันธ์อันดีกับเหล่าสาวๆในเกมด้วยการตอบคำถามที่ขึ้นมาให้ถูกต้อง Gal Games เป็นอุตสาหกรรมที่แพร่หลายในญี่ปุ่น และเป็นที่นิยมมากในหมู่โอตาคุ โดยพื้นฐานแล้วตัวเกมจะไม่ค่อยเกี่ยวกับเรื่องเพศมากนัก แต่แทนที่ด้วยความเป็น Fan service ซะมากกว่า Novel Games (เกมที่ดำเนินเนื้อเรื่องแบบนิยายด้วยตัวหนังสือเยอะๆ) ก็รวมอยู่ในกลุ่มนี้ด้วย Eroge ก็อยู่ในข่ายนี้เหมือนกันแต่จะมีเรื่องเพศมากกว่า

มาถึงหมวด H กันบ้างนะครับ

H = คำแทนของคำว่า "ecchi" ซึ่งหมายถึงเรื่องเพศ เป็นอักษรตัวแรกของคำว่า "Hentai" (ลามก) แต่ในความหมายในทางเดียวกัน จะไม่แรงเท่า "erotic" หรือ "ero" อย่างไรก็ตามไม่ได้หมายความว่า อักษร "H" จะแทนอย่างอื่นไม่ได้ อย่างเช่น "Haruhi - ism" ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่ชื่นชอบตัวละครฮารุฮิก็ใช้สัญลักษณ์แทนกลุ่มของพวกเขาเป็น H ตัวใหญ่

Hamaru = การคลั่งสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เป็นหัวใจหลักในความชอบของโอตาคุเวลาที่จะพูดถึง"รสนิยม"ของตัวเอง เช่น ชอบสาวแว่นเป็นชีวิตจิตใจ คนที่พูดเรื่องนี้ก็จะเป็น Meganekko Hamaru

Hanaji = เลือดกำเดา มักจะพบในตัวละครของอนิเมะหรือมังกะที่ชอบคิดลึกหรือชอบคิดเรื่องลามก

Harem = อนิเมะ มังกะ หรือวิดีโอเกมส์จำพวกหนึ่งที่มีปริมาณของสาวสวยจำนวนมากรายล้อมผู้ชายคนเดียว ซึ่งส่วนใหญ่ตัวเอกนั้นมักจะไม่ค่อยคาดหวังกับเรื่องของผู้หญิงเท่าไร(เทียบกับเนกิมะได้มั้ย?) และปกติจะได้เจอกับเหตุการณ์อะไรก็ตามที่เกือบจะออกไปในทางอีโรติก(แต่ก็แค่เกือบ) จนกว่าเขาจะเลือกใครสักคนที่เขาต้องการจะเป็นคู่ด้วย คล้ายกับการดำเนินเรื่องของ Simulation date games ที่สำคัญความหลากหลายของตัวละครหญิงนั้นจะเป็นจุดขายของประเภทฮาเรมนี้

โมเอะซังตัวปลอม (Replica) หรือเธอมีพี่น้องที่หน้าตาเหมือนกันหลายคนกันแน่!? เธอถามว่า"ชอบเธอในแบบฮาเรมมั้ย?" ตอบง่ายๆสั้นๆนะครับ "mojirondesu! (แน่นอน!)"

Hatsune Miku = รู้ๆกันอยู่ว่าคือใคร ติดตามอ่านรายละเอียดได้ในคำว่า Vocaloid ในเอนทรี่ในอนาคตโน้นๆ (เหอๆ)

Hayashibara Megumi = เกิดปี 1967 ที่โตเกียว ได้รับฉายาว่า "ราชินีแห่งนักพากย์ (Queen of Seiyuu)" จากผลงานการพากย์ตัวละครที่เป็นนางเอกมามากมาย เริ่มจากการเดบิวต์ในปี 1986 มีผลงานทีสำคัญๆอย่าง ไลม์ (Saber Marionette) อุราชิมะ ฮารุกะ (Love Hina) อายานามิ เรย์ (Neon Genesis Evangelion) ลิน่า อินเวอร์ส (Slayer) ปิโยโกะ (Di Gi Charat) ซาโอโตเมะ รันม่า(หญิง) (Ranma1/2) ปัจจุบันนอกจากงานนักพากย์แล้วยังเขียนคอลัมน์รายเดือนลงนิตยสาร Newtype ด้วย

Henshin shojo = สาวน้อยแปลงร่าง เริ่มมีครั้งแรกในผลงาน Cutie Honey ของนางาอิ โก และหลังจากนั้นก็กลายเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดผลงานยอดนิยมต่อๆมาอย่างเช่น Sailor Moon หรือ Pretty Cure นอกจากนี้ยังเป็นคำที่ใช้ได้กับ "สาวน้อยเวทย์มนตร์ (Mahou Shojo)" หรือ Magical Girl ด้วย

เอนทรี่นี้อ่านมาถึงกลางๆของตัวอักษร H แล้วครับ คราวหน้าจะพบกับความหมายที่แท้จริงของ Hikikomori ที่ทุกคนต่างเกลียดชังนักหนาและความแตกต่างของ ฮิคิโคโมริกับโอตาคุ อย่าพลาดเชียวครับ

เขียนบล็อคยังกับทำรายการทีวี.. อย่าใส่ใจเลยนะครับ = ="

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

confused smile

#1 By Kcoz ' on 2009-07-28 14:33

ขอบคุณมากค้าบ ติดตามเรื่อยๆ

#2 By MyRainyWorld on 2009-07-28 14:55

ฮา หมวด h

อย่าว่าแต่ฝรั่งเลย บ้านเราก็แยกไม่ถูกละหว่า โอตาคุกับ คนเล่นเกม confused smile

#3 By salemanbps on 2009-07-28 18:41

รอติดตามตอนต่อไป ^_^

#4 By Elta_kung on 2009-07-29 00:17

UP ขึ้นพันทิป แล้วน่ะจ้ะ
เดี้ยวคงมีคนเข้ามาดูเยอะขึ้นล่ะ
รอบนี้แปลออกมาเยอะจริงๆเลยน่ะ
มาซาโงะจัง อิอิอิ

http://www.pantip.com/cafe/chalermthai/topic/A8138836/A8138836.html
Hot! Hot! Hot!

#5 By BIC RAVIPAN RAY on 2009-07-29 14:44