Research ตำราโอตาคุ [ตอนที่ 2]
posted on 22 Jul 2009 18:35 by masakiandou in OtakuEncyclopediaดูเหมือนว่าวันแรกที่ลงเอนทรี่ไปมีคนดูเยอะเหมือนกันแฮะ ก็ขอบคุณนะครับที่ชอบกัน ยังไงซะผมก็ตั้งใจไว้ว่าจะแปลไปจนกว่าจะอ่านจบหมดเล่มนี้ล่ะครับ
วันนี้ก็จะต่อจากหมวดอักษร D ต่อจากคราวที่แล้วครับ คราวนี้มีคำศัพท์ที่น่าสนใจเยอะเหมือนกัน
Decora = ลักษณะของการใช้การตกแต่งในลักษณะระยิบระยับ สวยงาม อาจจะมีการประดับด้วยพลอย กุหลาบ หรือสิ่งอื่นใดที่แสดงให้เห็นถึงความงาม มักจะถูกใช้ในมังงะแบบผู้หญิง(ตาหวาน) ในแบ็คกราวด์ที่เป็นกุหลาบ และแวววับด้วยประกายแบบเพชรพลอย
Doller = คำที่ใช้เรียกผู้ที่ต่างออกไปจากผู้นิยมเล่นตุ๊กตา(doll user)นิดหน่อย เป็นผู้คนที่รักตุ๊กตา คำนี้รวมไปถึงผู้ที่ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับตุ๊กตามากกว่าการเก็บไว้เพื่อสะสม เรียกว่าอยู่กันเป็นคู่แต่งงานก็ได้
Doujinshi = นิตยสารหรือหนังสือที่ทำโดยมือใหม่หรืออาจจะเป็นมือโปรก็ได้ แต่ส่วนใหญ่จะเขียนออกมาเป็นมังงะ และพิมพ์ขายในบูท(circle)ที่มักจะจัดในงานใหญ่ๆอย่างโคมิเก็ต ในสายตาของคนต่างชาตินั้น โดจินชิจะเป็นมังงะที่ทำโดยแฟนๆที่ชื่นชอบเรื่องนั้นๆ ถึงแม้ลักษณะงานจะมาจากเนื้อเรื่องและตัวละครของต้นฉบับ แต่มักจะถูกทำให้แหวกแนวหรือ"ตลก"(parody) โดยการนำตัวละครนั้นมาใส่ลงในเนื้อเรื่องแบบใหม่ จับคู่ตัวละครขึ้นใหม่ (อย่างเช่นเคียวน์ไปคู่กับนางาโตะ, มิคุรุ แทนที่จะเป็นฮารุฮิ) หรือเรียกว่าการทำเนื้อเรื่องแบบโลกคู่ขนาน โดยเนื้อเรื่องอาจจะถูกคิดขึ้นโดยแฟนตัวยง(ผู้แต่งใช้คำว่า diehard fans ประมาณว่าแฟนแบบยืนยงคงกระพันเหนียวแน่น)ของเรื่องนั้น ที่ต้องการให้เนื้อเรื่องดำเนินต่อไปจากที่ต้นฉบับจบแล้วก็ได้ หรือแม้แต่บางคนที่อยากจะให้ตัวละครที่ชอบดูเซ็กซี่หรือดูดีขึ้นจากที่ต้นฉบับวาดไว้ก็ได้ (เคยเห็นโนบิตะหล่อมั้ย? เท่ดีนะ)
Doutei = ชายพรหมจรรย์ ตรงกันข้ามกับกรณีของสาวพรหมจรรย์ที่ใช้คำว่า Shojo ผู้ชายก็จะเป็นคำนี้แทน
DQN (อ่านว่าโดคิวน์) = เป็นศัพท์แสลงใช้เรียกผู้ที่ขาดสามัญสำนึก แต่ในการสื่ออารมณ์มักจะใช้ในความหมายประมาณว่า "โดนใจ ถูกใจอย่างแรง" (เหมือนเวลาที่ตัวละครผู้หญิงเจอลูกแมวน่ารักๆ ก็จะมีอักษร โดคิวน์ ขึ้นที่ข้างๆ)
Eroge = วิดีโอหรือเกมส์ที่มักจะเน้นไปทางเรื่องเพศ มีการต่อสู้กันตัวต่อตัว(ในแบบนั้นแหละ) มีเด็กผู้หญิงเยอะๆในแบบแฟนตาซีฮาเร็ม ที่เด่นชัดมากๆก็อย่างเช่นเกม To Heart ของค่าย Leaf เป็นเหมือนกับโลกคู่ขนานของเกมจีบสาว(Ren-Ai , Gal Games หรือในต่างประเทศจะเรียก Simulation Date Game)
Eye catch = ส่วนหนึ่งในอนิเมะที่ถูกทำให้เป็นภาพนิ่ง และปกติจะมีเสียงดนตรีปิดท้ายด้วย มักจะพบเห็นในช่วงพักโฆษณาในช่วงกลางๆตอนของอนิเมะ เพื่อดึงความสนใจของผู้ชมให้กลับมาที่อนิเมะหลังจากชมโฆษณาแล้ว
Fan service = การที่แสดงถึงลักษณะของตัวละครที่จะทำให้แฟนๆ(รวมถึงคนดู)ต้องขนลุก(ผู้แต่งใช้คำว่า Thrill = สยอง) ตัวอย่างง่ายๆคือการที่ลมพัดเปิดกระโปรงเด็กผู้หญิง หรือการที่เด็กผู้หญิงอาบน้ำแล้วมีหมอกศีลธรรมมาบัง ช็อตที่เห็นPantyบ่อยๆ(ไม่แปลก็น่าจะรู้) หรือแม้แต่การแปลงร่างแบบ Cutie Honey หรือ Sailor Moon ในหนังสือเล่มนี้ยังได้กล่าวถึงอนิเมะ Neon genesis Evangelion ด้วยเช่น ฉากอาบน้ำของอายานามิ เรย์, ฉากที่ชินจิยืนหน้าเตียงของอาสึกะแล้วก็พูดว่า "ฉันนี่มันเลวจริงๆ" (ก็เลวจริงๆนั่นแหละ!) (ที่สำคัญก็คือแฟนเซอวิสจะไม่ Ero นะครับ)
อยู่ๆโมเอะซังก็อยากจะแจกแฟนเซอวิสขึ้นมา แต่ดันมีหมอกเสียนี่!
Fanboy , Fangirl = คำภาษาอังกฤษที่เทียบได้กับความเป็นโอตาคุ แต่ถ้าถูกใช้ในญี่ปุ่นอาจจะหมายถึงชาย/หญิงที่มีชีวิตค่อนข้างโดดเดี่ยวและว้าเหว่ได้ด้วย
Flag = ใช้เรียกกรอบข้อความที่มักปรากฎขึ้นเพื่อให้เลือกตอบคำถามในเกมจีบสาว และถูกใช้ในบทสนทนาของโอตาคุในความหมายว่า "พูดอะไรสักหน่อยเซ่!"
คั่นกันด้วยบทสัมภาษณ์กันหน่อยเนอะ คราวนี้เป็นช่างปั้นฟิกเกอร์ครับ
บทสัมภาณ์ : โบเม (Bome) (ไม่ปรากฎชื่อจริงในบทสัมภาษณ์)
ความเกี่ยวข้องกับวงการ : นักปั้นฟิกเกอร์ชื่อดัง มีผลงานที่เด่นๆออกวางจำหน่ายแล้วมากมาย
ข้อมูลของเจ้าตัว : เป็นนักปั้นฟิกเกอร์สาวน้อยที่หลายคนรู้จักเป็นอย่างดี หลังจากร่วมงานกับ มุราคามิ ทาคาชิ และถูกขนานนามว่ายอดเป็นศิลปินคนหนึ่งของโลก ตอนนี้โบเมก็ยังคงง่วนอยู่กับการทำงานตั้งแต่ 9.00น.-23.00น. บางทีก็ทำงานไปจนถึงวันหยุดสุดสัปดาห์เลย เขาได้สร้างผลงานออกมาประมาณ 10-20 ตัวต่อปี ในฐานะที่ตอนนี้เขาก็เป็นพนักงานกินเงินเดือนแล้ว ดูเหมือนว่าเขาจะยังไม่เคยได้โบนัสจากการทำงานแบบทุ่มเทของเขาเลย
PG : คุณเริ่มต้นปั้นฟิกเกอร์ตั้งแต่เมื่อไร?
B (คำย่อของโบเม) : เมื่อผมอายุได้ 20 ปี ผมมาโตเกียวเพื่อที่จะเป็นนักสร้างภาพยนตร์อนิเมชั่น(Animator) แต่ก็ยังไม่ได้งานเลย และก็เลยเตร่ไปทั่วโตเกียวในขณะที่บริษัท Kaiyodo เปิดสาขาใหม่ ตอนนั้นผมก็เลยไปทำงานกับเขาในลักษณะ Part-Time แต่พวกเขากลับจ้างผมแบบ Full-Time และส่งผมกลับไปทำงานที่สาขาโอซาก้า จนเมื่อตอนที่ผมอายุได้ 25 ปี ผมบอกตัวเองว่าอยากจะสร้างแบบตุ๊กตาโมเดลด้วยมือของตัวเองสักครั้ง
ความน่าสนใจในตอนที่ทำงานอยู่ที่ Kaiyodo คือ เวลาทำงานปกติของเราคือ 9.00น.-18.00น. แต่หลังจากเลิกงานเมื่อ 18.00น. ปุ๊บ เรากลับใช้โต๊ะของเราทำอะไรก็ได้ และถ้าเราสร้างผลงานได้ดีพอที่จะออกเป็นสินค้า พวกเขาก็จะส่งเสริมผลงานของเราด้วย
PG : ดังนั้น คุณก็เลยเริ่มต้นที่จะสร้างผลงาน Garage Kits ?
B : ใช่ ผมเคยทำงานพวกนี้สมัยอยู่ที่ Kaiyodo จนอายุได้ 25 ปี เมื่อตอนที่ผมยังเด็ก Kaiyodo ได้มาเปิดร้านในย่านช๊อปปิ้งใกล้ๆกับบ้านของผม ผมก็เลยไปที่นั่นบ่อยๆและได้ลองทำงานพวกนั้นดูด้วย ผมเรียกคนๆหนึ่งที่ร้านนั่นที่ตอนนี้กลายเป็นผู้บริหารอาวุโสของ Kaiyodo ไปแล้วว่า "พี่ใหญ่"(big brother) และช่างปั้นโมเดลที่นั่นก็เลยเรียกผมว่า โบเม (Bome) เพราะผมสวมหมวก (Boushi) และใส่แว่น (Megane)
PG : งานแรกที่คุณทำที่ Kaiyodo คืออะไร?
B : มันเป็นตุ๊กตาดิน(clay ตุ๊กตาดินปั้นเหมือนกับที่ใช้ในงานอนิเมะดินเหนียวแบบ Stop Motion) Cyclops สัตว์ประหลาดจากเรื่อง The 7th Voyage of Sinbad (1958) ของ Ray Harryhousen แต่.. หลังจากนั้นผมก็เห็นว่าคนอื่นๆสามารถทำสัตว์ประหลาดและหุ่นยนต์ต่างๆได้ดีกว่าที่ผมทำ และใน Kaiyodo ก็ยังมียอดฝีมือที่ปั้นฟิกเกอร์รูปสัตว์อยู่เยอะแล้ว ดังนั้นจึงเหลือแค่แนวสาวน้อย(Bishojo)สำหรับผม ผมเองก็ชอบอนิเมะมาตลอด ประกอบกับตัวผมเองก็เป็นประเภทที่ชอบทำในสิ่งที่ไม่คิดว่ามันจะทำออกมาได้อยู่แล้ว คุณรู้มั้ย การทำฟิกเกอร์สัตว์ประหลาดและฮีโร่ อย่างเช่นคาเมนไรเดอร์ มันเป็นการทำให้เหมือนจริง อย่างไรก็ตาม ฟิกเกอร์สาวน้อยนั้นมีพื้นฐานมาจากภาพสองมิติ(2D) การทำให้พวกเธอมีชีวิตนั้นจึงต้องใช้พื้นฐานจากความรู้สึกนึกคิดล้วนๆ และถ้าลูกค้าชอบในการถ่ายทอดสิ่งนี้ออกมาในผลงานของผม พวกเขาก็จะซื้อมันไป ผมคิดว่านั่นเป็นส่วนที่ฟิกเกอร์สาวน้อยได้ให้ผลตอบแทนกับตัวผู้สร้างผลงานเป็นอย่างมาก มันอาจจะไม่มีใครตอบในจุดนั้นได้ชัดเจนนัก ผมจึงคิดที่จะทำผลงานให้ออกมาน่าสนใจเข้าไว้ เพราะงั้นแหละผมถึงชอบสร้างพวกเธอ ฟิกเกอร์สาวน้อยที่มีพื้นฐานมาจากภาพสองมิติ รูปแบบนั้นอาจจะพัฒนาหรือเปลี่ยนแปลงไปก็ได้ตามแต่ฝีมือของคนใหม่ๆที่เข้ามาอยู่ในจุดนี้ ผมพบว่ามันน่าสนใจทีเดียวที่จะคอยเฝ้ามองถึงรูปแบบตรงนั้น เหมือนกับตัวละครเมื่อ10ปีที่แล้วซึ่งตอนนี้ไม่ค่อยนิยมกันแล้วอย่าง Godzilla ที่ไม่เปลี่ยนไปเลยตลอด 10 ปีที่ผ่านมา แต่สำหรับสาวน้อยนั้น 10 ปีมันช่างยาวนานมาก รูปแบบนั้นได้มีการเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆเหมือนกับวงจร เมื่อลองคิดตามนั้นดูแล้วมันช่างสนุกจริงๆ
PG : สาวน้อยแรกรักของคุณคือใคร?
B : อืม..ผมคิดว่าเป็น ลามูจัง จาก Urusei Yatsura ซึ่งในตอนนั้น TV ซีรี่ย์กำลังฉายพอดี และทุกๆคนก็ต่างปั้นฟิกเกอร์ลามูจัง รวมทั้งผมด้วย พวกเราต่างเป็นประเภทที่ว่า "ลามูจังของผมต้องดีกว่าของพวกคุณ!" จนช่วงนั้นเป็นช่วงที่ลามูจังมีอยู่ครอบคลุมไปทั่วโคมิเก็ตเลย มีคนถึงกับบอกว่า หากวางเธอไว้หน้าบูทแล้วล่ะก็จะทำให้หนังสือขายได้ ผมเชื่อว่าเธอเป็นตัวละครที่ทำให้เกิดการเปลี่ยงแปลงได้ เพราะก่อนหน้านั้นไม่มีมังงะสำหรับเด็กหรืออนิเมะเรื่องไหนที่มีตัวเอกเป็นตัวละครหญิงเลย คุณก็รู้จักลามูจังใช่มั้ยล่ะ?
PG : ใช่ ผมก็ชอบเธอเหมือนกัน
B : งั้นเหรอ คนอเมริกันนี่ก็ดูง่ายดีนะ แต่มันก็ดีตรงที่ว่า เวลาที่พวกเขาพบตัวละครที่พวกเขาชอบ พวกเขาก็จะติดใจกับตัวละครนั้นเป็นเวลานานๆ
PG : ในขณะที่คุณสร้างตัวละครขึ้นมาคุณพุ่งเป้าหลักๆไปที่อะไร?
B : ก็หลายอย่าง แต่ผมว่าน่าจะเป็นเรื่องของการโพสท่าทาง ผมเดาว่าอย่างนั้นนะ ผมให้ความสนใจอย่างแรงกล้าในการจัดท่าทางให้ออกมาดูน่ารักหรือดูดี ผมชอบท้าทายตัวเองด้วยการลองวาดมันออกมาเป็นภาพวาดก่อน มันสนุกดีนะ หลายคนเคยบอกว่าผมไม่ค่อยเก่งในการทำให้ฟิกเกอร์ออกมาเหมือนกับภาพต้นฉบับ พวกเขาก็เลยเรียกฟิกเกอร์ของผมว่า "โฉมหน้าของโบเม" (Bome Face)
PG : จุดที่ยากที่สุดในการทำฟิกเกอร์คืออะไร?
B : ก็... ผมก็คิดว่ามันยากทุกอย่างน่ะนะ มันเป็นการยากที่จะรู้ถึงความรู้สึกของลูกค้าที่เข้ามาซื้อว่าจะเข้าใจถึงมันบ้างมั้ย ดังนั้นงาน Wonder Festival จึงเป็นสถานที่ๆดีที่สุดที่ดูปฏิกิริยาตอบรับของลูกค้า ถ้ามันขายได้ไม่ดี ก็แสดงว่าความรู้สึกนั้นมันยังใช้ไม่ได้ ถ้ามันขายดี ก็แสดงว่าความรู้สึกของผมนั้นได้ถูกเข้าใจโดยลูกค้าแล้ว Wonder Festival จึงเป็นเหมือนสนามรบหรือเวทีสำหรับผมเพียงผู้เดียว
PG : คุณอยากจะทำอะไรในอนาคต?
B : ผมจะสร้างฟิกเกอร์ต่อไป มันเป็นความรู้สึกอบอุ่นที่ได้สร้างสิ่งที่เป็นสามมิติด้วยมือของตัวผมเอง คอมพิวเตอร์กราฟฟิคนั้นสุดยอดมาก แต่คุณก็จับต้องมันไม่ได้ เมื่อผมปั้นฟิกเกอร์ขึ้นมาผมถึงได้เข้าใจมัน ผมสามารถที่จะส่งต่อสิ่งนี้ให้กับคนอื่นและทำให้คนอื่นได้สัมผัส รู้สึก และเก็บรักษามันไว้ด้วยความรักได้ ซึ่งมันจะทำให้ผมได้รู้สึกปลื้มปิติไปด้วย มันจะเป็นการจับต้องได้มากกว่าเป็นเพียงประสบการณ์แบบเสมือนจริง เหมือนกับที่มีคนบอกว่า Star Wars ชุดแรกนั้นดีกว่าแบบที่สร้างด้วย CG ซึ่งผมเองก็คิดแบบนั้น
PG : คุณหาแรงบันดาลใจได้จากที่ไหน?
B : หลักๆแล้วผมจะอ่านมังงะ นิตยสาร หนังสือ และดูอนิเมะ ในวันหยุดผมมักจะไปร้านค้าของโอตาคุในนิปปอนบาชิในโอซาก้าและซื้อหนังสือเป็นตั้งๆกลับมา ผมมักจะไปที่นั่นเพื่อหาไอเดียใหม่ๆในการปั้นฟิกเกอร์เสมอๆ
PG : คุณเคยคิดเกี่ยวกับการเป็นจิตรกรบ้างมั้ย?
B : ไม่ ผมไม่ใช่คนแบบนั้น ผมได้พบกับมุราคามิ ทาคาชิ และทุกอย่างก็เริ่มต้นขึ้น เราสามารถที่จะไปโชว์ฟิกเกอร์ที่นิวยอร์กก็ได้ ซึ่งมันหมายถึงการ"เดบิวต์เป็นจิตรกร"ของผม แต่ผมไม่เคยคิดที่จะไปในทางนั้นเลย ดังนั้นผมถึงไม่ได้ไปในตอนนั้น มุราคามิก็เลยโกรธใหญ่เลย เขาบอกว่ามีคนมากมายที่ต้องการจะไปเรียนศิลปะในนิวยอร์กและมีโอกาสไปออกนิทรรศการในแกลลอรี่ที่นั่น ในเวลาต่อมา มูลนิธิ Cartier ในปารีสก็ได้เชิญผม ผมก็เลยไปฝรั่งเศส แต่อย่างไรก็ตาม ผมก็ไม่ได้คิดว่าผมเป็นจิตรกร ผมเป็นแค่นักปั้นโมเดล(Modeler)เท่านั้น และนิทรรศการใน Parco ที่ชิบูย่าในปี 2008 ก็ยังจัดงานโปรโมทครบรอบ 10 ของการเดบิวต์เป็นจิตรกรของผม แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้ผมรู้สึกอะไรขึ้นมาเลย
PG : ความแตกต่างของจิตรกรกับนักปั้นโมเดลคืออะไร?
B : ผมก็ไม่เข้าใจว่ามันต่างกันยังไง จนกระทั่งผมได้ปั้นฟิกเกอร์ ผมไม่เข้าใจในความเป็นศิลปะ เหมือนกับ ไมเคิล แองเจโล แต่ผมก็แค่เห็นว่ามันต่างกันเท่านั้น ผมไม่เข้าใจในแก่นแท้ของความเป็นศิลปะเอาซะเลย ในต่างประเทศได้ให้ความหมายของศิลปะที่ไม่ค่อยชัดเจนนักสำหรับผม เมื่อตอนที่ผมร่วมงานกับมุราคามิมันก็มีข้อขัดแย้งระหว่างเรา เขาบอกว่า"แก้ไขตรงนี้สิ แล้วมันก็จะได้เป็นศิลปะ" แต่ผมก็ไม่เข้าใจความหมายของมันเลย
PG : The Miss ko2 (Project ko2) คุณก็ทำออกมาเป็นศิลปะนี่?
B : ผมทำโมเดลต้นแบบ แล้วมันก็เข้าสู่กระบวนการผลิต ออกมาเป็นสินค้า ผมก็ทำเหมือนงานอื่นๆนั่นแหละ มุราคามิยังไม่ค่อยเป็นที่รู้จักในตอนนั้น มันก็เลยเป็นหน้าที่ของผมที่จะต้องช่วยเขา Kaiyodo มักจะสนใจคนที่มีความสนใจกับเรื่องของมุราคามิ ผมก็เลยทำ Kokochan ขึ้นมา ซึ่งผมไม่คิดว่ามันจะขายได้ถึงห้าแสนดอลล่าร์ ในอีก 5 ปีต่อมา ในตอนนั้นมุราคามิเคยบอกว่าให้คิดถึงอนาคตในห้าปีข้างหน้าให้ดี ซึ่งผมก็ประหลาดใจมากที่มันกลายเป็นความจริงขึ้นมา
PG : คุณมีงานอดิเรกอะไรบ้างมั้ย?
B : ผมชอบทำพลาโมและฟิกเกอร์ แต่นั่นมันก็เป็นงานของผมนี่นา! ผมก็เลยมองหางานอดิเรก อย่างเช่นที่ผมชอบอ่านหนังสือ ดูวิดีโอ เล่นเกมส์ เพราะถ้าผมเอางานอดิเรกของผมมาเป็นงานล่ะก็ มันคงคุยกันไม่จบแน่ๆ
PG : ในฟิกเกอร์ที่คุณทำมาทั้งหมด คุณชอบตัวไหนมากที่สุด?
B : มันเยอะนะ แต่ที่ผมชอบที่สุดคือ "สาวน้อยเผ่ายักษ์"(Oni Musume) มันเป็นงานที่ผมทุ่มเทมาก คุณอาจจะเห็นเธอในทุกๆที่ที่ผมไป เราเคยไปปารีสด้วยกันด้วย ภาพเธอด้านหลังอาจจะดูคล้ายลามูจัง อาจจะเพราะบิกินี่ลายเสือ เขา และก็กระบอง มันเหมือนกันอย่างกับถอดแบบมาเลย ผมจึงพยายามทำให้รายละเอียดในจุดนั้นดูต่างออกไป
เหมือนมั้ยล่ะ!
ยาวมากๆ บทสัมภาษณ์ของโบเมยาวถึง 3 หน้าเชียว ทั้งหมดที่เขาสนทนานั้นได้บ่งบอกถึงชีวิตการปั้นฟิกเกอร์ของเขามาตั้งแต่เด็กเลย เริ่มจากอะไร พบอะไรบ้าง และสุดท้ายมาอยู่ตรงจุดนี้ได้อย่างไร แต่ที่สำคัญ เขารู้สึกถึงฟิกเกอร์ที่เขารักอย่างไรบ้าง
ผมเองก็เป็นคนที่สะสมฟิกเกอร์อยู่ ถึงแม้ว่าผมจะไม่เคยซื้อฟิกเกอร์ในสังกัดของโบเมก็ตาม (Kos-Mos ของโบเมก็ไม่ได้ซื้อ) แต่ผมก็รู้ถึงสิ่งที่เขาต้องการสื่อผ่านมาทางฟิกเกอร์ การที่ตัวตนของสิ่งที่รักได้มาอยู่ตรงหน้าแล้วจะรู้สึกอย่างไร การเก็บรักษาฟิกเกอร์ไว้ด้วยความรักเป็นอย่างไร ผมเข้าใจดีเลยล่ะ เนอะ? Kos-Mos
พวกเธออยู่ตรงหน้าผมเสมอ..
จะว่าไปมีจุดที่น่าสนใจอยู่อีกอย่างหนึ่งคือ โบเม อาจจะเกิดในรุ่นเดียวกับ อิชิคาวะ โคอิจิ ที่ผมเคยพูดถึงในคราวก่อนก็ได้ นั่นก็เพราะพวกเขาชอบลามูจังเหมือนกันนั่นเอง เป็นไปได้มั้ยว่าการที่โบเมเล่าว่าเหตุการณ์ที่มีการปั้นฟิกเกอร์ลามูจังมาประชันกันในโคมิเก็ต อิชิคาวะก็อาจจะมีส่วนร่วมด้วยก็ได้ พอมานึกถึงในรายละเอียดบางจุดแล้ว เหตุการณ์ของหลายๆคนมันเชื่อมต่อกันราวกับประวัติศาสตร์เลยล่ะ บางทีคนอื่นๆอย่าง อายาคาวะ ยุนมาโอะเอง ก็อาจจะเคยมาคอสเพลย์แล้วเดินสวนกับโบเมหรืออิชิคาวะก็ได้นะ มันน่าคิดเหมือนกันนะ
ต่อกันด้วยคำศัพท์ต่อเลยนะครับ
Flopping = การกลับด้านในหน้าหนังสือของมังงะ จากปกติตามแบบญี่ปุ่นที่จะอ่านจากขวาไปซ้าย ก็จะกลายเป็นซ้ายไปขวา เป็นการพิมพ์ตามแบบฉบับนิยมของอเมริกา
Fujoshi = หมายถึงผู้หญิงที่อ่านมังงะแนว Yaoi หรือ Boy loves ในปัจจุบันยังหมายความรวมไปถึง"โอตาคุผู้หญิง" แต่จะแตกต่างกันเล็กน้อยสำหรับ"โอตาคุผู้หญิงที่ชอบผู้ชายหล่อๆ" (ลักษณะนี้ในไทยน่าจะเรียกว่า คลั่งดาราหรือเห่อดาราหนุ่มๆ) ตรงนี้จะใช้คำว่า Josei no otaku และถ้าเป็นกรณีที่ผู้ชายชอบอ่านมังงะแนว Yaoi หรือ Boy loves ด้วยแล้วล่ะก็ จะเรียกว่า Fudanshi
Fukyo-Katsudo = พฤติกรรมที่โอตาคุพยายามจะแนะนำหรือแพร่ขยายความชอบหรืองานอดิเรกของตัวเองให้ผู้อื่น เหมือนกับหมอสอนศาสนา(Missionary)ที่แพร่ขยายลัทธิ (ที่ผมทำอยู่ก็ประมาณนี้แหละ)
Furry หรือ furries = ตัวละครประเภทครึ่งสัตว์ หรือแบบที่คนทั่วไปแต่งกันสนุกๆในลักษณะนี้ ตรงส่วนนี้นั้นเป็นรูปแบบที่รับเข้ามาจากอเมริกา แต่มักจะใช้คำว่า Kigurumi หรือ Nekomimi (พวกแต่งแบบมีหูแมว) มากกว่า
Furuya Toru = ชื่อของนักพากย์(Seiyu) เกิดปี 1953 ที่โยโกฮาม่า ปัจจุบันสังกัดค่ายคานางาวะ ผลงานเด่นๆคือ อามุโร่ เรย์(เทพแอฟโฟร่จากGundam) Pegasus เซย์ย่า (Saint Seiya) ยำฉา (Dragonball) ชิบะ มาโมรุ/หน้ากากทักซิโด้(Sailor Moon) และเคยเป็นหนึ่งในนักวิจารณ์(Commentator)ในงานครบรอบของ World Cosplay Summit ที่นาโงย่า ซึ่งในช่วงนั้นเขายังทำงานให้ค่ายไอจิ นอกจากนี้เขายังเคยเป็นทูตวัฒนธรรมและได้รับรางวัล Seiyu Award ในปี 2008 อีกด้วย
สำหรับเอนทรี่นี้นั้นจะเน้นไปที่คำศัพท์มากกว่าบทสัมภาษณ์ เพราะว่ามีคำศัพท์ที่น่าสนใจค่อนข้างเยอะมาก และค่อนข้างมีความรู้กับการดูอนิเมะและการไปเที่ยวญี่ปุ่นด้วย(สำหรับคนที่จะไป) และก็เพราะว่าเท่าที่ลองอ่านคร่าวๆดู เอนทรี่หน้าจะมีบทสัมภาษณ์ที่ยาวๆ(ยิ่งกว่าโบเม)มาด้วย ก็เลยคิดว่าแยกไว้อีกเอนทรี่ดีกว่าไม่งั้นจะยาวมาก
ดังนั้นเอนทรี่นี้ก็ขอจบลงเพียงเท่านี้นะครับ ครั้งต่อไปจะมีบทสัมภาษณ์ของโอตาคุหญิงผู้ชื่นชอบเกม 8 Bit หรือที่เรียกกันว่า Retro Games ด้วยล่ะครับ
ติดตามกันต่อไปนะคร้าบ ขอบคุณที่ให้ความสนใจครับ

ภาพแรกนั่นมัน
#1 By [Zol~o!!]The-Flame> on 2009-07-22 20:07